• Capital

    Washington, D.C.

  • Provinces and Territories

    New York         Boston
    Los Angeles     San Francisco
    Florida              Pennsylvania

  • Area

    Tolal พื้นที่ 9.83 ล้านตารางกิโลเมตร
    50 รัฐ และ 1 เขตการปกครอง (วอชิงตัน ดี.ซี.)

  • Population

    325 ล้านคน (2017)

อเมริกา…เสรีภาพที่ไม่เคยหยุดการพัฒนา

สหรัฐอเมริกา…..คือชื่อเรียกอย่างเป็นทางการในภาษาไทยของดินแดนแห่งความฝัน เสรีภาพ และความยิ่งใหญ่ ส่วนชื่อเรียกภาษาอังกฤษนั้นยิ่งเยอะกว่าใครทั้ง the United States of America, the United States, the U.S., the USA, the States, หรือ America

4

Time Zone
EST : CST : MST : PST

1 st

Graduate Employability
QS World University Rankings 2018

1,043,839

International students in USA
(2015/2016)

31 Universities

ranked in the top 100 in the world.
QS World University Rankings 2018

สหรัฐ

ด้วยพื้นที่ขนาด 9.83 ล้านตร.กม. (ใหญ่กว่าประเทศไทย 18 เท่า) จำนวนประชากรกว่า 300 ล้านคน ใน 50 รัฐ กับอีก 1 เขตการปกครอง (วอชิงตัน ดี.ซี.)  สหรัฐอเมริกาถือเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลก รัฐที่มีประชากรมากที่สุดสามอันดับแรกได้แก่ แคลิฟอร์เนีย เท็กซัส และนิวยอร์ค

ทว่าประเทศยักษ์ใหญ่แห่งนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการรวมตัวกันของอาณานิคมเพียง 13 แห่งทางฝั่งตะวันออก ซึ่งประกาศอิสรภาพการปกครองในวันที่ 4 ก.ค. 1776 ก่อนจะขยายอำนาจครอบคลุมพื้นที่อารักขาของอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน เม็กซิโก และรัสเซียเหนือตอนกลางของทวีปอเมริกาในศตวรรษที่ 19

การรวมตัวอย่างเป็นปึกแผ่นของอเมริกา กลับนำมาซึ่งความขัดแย้งและสงครามกลางเมืองในปี 1860 เมื่อสงครามภายในประเทศสิ้นสุดลง อเมริกาได้กลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก และยิ่งโดดเด่นเหนือใคร เมื่อก้าวสู่สงครามโลกครั้งที่สองด้วยการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เป็นชาติแรก อเมริกาเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และภายหลังสิ้นสุดยุคสงครามเย็น อันเนื่องมาจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตอเมริกาจึงก้าวสู่การเป็นรัฐอภิมหาอำนาจเดียวของโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

การปกครอง

สหพันธ์สาธารณรัฐแบบมีรัฐธรรมนูญระบบประธานาธิบดี

ระบบการเมืองของสหรัฐอเมริกาเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย มีประธานาธิบดีเป็นประมุขสูงสุด ไม่มีนายกรัฐมนตรี มีสภา 2 สภา คือ วุฒิสภา(Senate) และ สภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) ประธานาธิบดีในตำแหน่งได้คราวละ 4 ปี และเป็นไปได้ไม่เกิน 2 สมัย พรรคการเมืองมีอยู่หลายพรรค แต่ที่สำคัญจะมี 2 พรรค คือ พรรครีพับลิกัน (Republican) และ พรรคเดโมเครต (Democrat) ระบบการปกคราองของสหรัฐอเมริกาเป็นแบบสหพันธรัฐ กล่าวคือรัฐต่างๆ 50 รัฐมีสิทธิในการปกครองตนเองสูงมาก สมาชิกรัฐสภาและผู้ว่าการทุกรัฐจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน มี Washington DC ตั้งอยู่ในเขต District of Columbia เป็นเมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางของการปกครองภายในรัฐแต่ละรัฐจะแบ่งการปกครองเป็นเขตเมือง เทศบาล และการปกครองระดับท้องถิ่น

สภาพภูมิอากาศ

ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีสภาพอากาศทุกรูปแบบ ลักษณะอากาศของแต่ละเขตจะแตกต่างกันไป เช่น ในฤดูร้อน อากาศด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้บริเวณทะเลทราย อุณหภูมิเกือบเท่าแถบเส้นศูนย์สูตร ส่วนฤดูหนาวในเขตทางตอนเหนือก็จะหนาวจัดจนหิมะตกหลายเดือน แถบที่อากาศอบอุ่นสบายไม่ค่อยมีหิมะคือที่ California Florida และ Arizona ส่วนฝนช่วงฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้จะเปลี่ยนสีสันสวยงามมาก

   ฤดูกาลมีทั้งหมด  4  ฤดูคือ

  • ฤดูร้อน (Summer) : เดือนมิถุนายน – เดือนสิงหาคม
  • ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn) : เดือนกันยายน – เดือนพฤศจิกายน
  • ฤดูหนาว (Winter) : เดือนธันวาคม – เดือนกุมภาพันธ์
  • ฤดูใบไม้ผลิ (Spring) : เดือนมีนาคม – เดือนพฤษภาคม

Time Zone

  • ช้ากว่าประเทศไทย 12 ชั่วโมง
    EASTERN TIME ZONE (EST)
    Maine, New York, North Carolina,
    Florida, Ohio, Kentucky, Indiana
  • ช้ากว่าประเทศไทย 13 ชั่วโมง
    CENTRAL TIME ZONE (CST)
    Arkansas, Texas, Kansas,
    North/South Dakota
  • ช้ากว่าประเทศไทย 14 ชั่วโมง
    MOUNTAIN TIME ZONE (MST)
    Montana, Wyoming,
    Colorado, New Mexico
  • ช้ากว่าประเทศไทย 15 ชั่วโมง
    PACIFIC TIME ZONE (PST)
    California, Washington, Nevada

เนื่องด้วยขนาดอันกว้างใหญ่เวลาในอเมริกาเองจึงแตกต่างกันแบ่งออกเป็น 4 เขตเวลาหลัก
ซึ่งประเทศที่มีสี่ฤดูโดยทั่วไปรวมถึงอเมริกายังมีเรื่องของ Day Light Saving Time (DST) เป็นการปรับเปลี่ยนเวลาตามแสงอาทิตย์ ในฤดูใบไม้ผลิ เริ่มที่ประมาณกลางเดือน มี.ค. เวลาจะเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง และจะปรับเวลากลับคืนไปในช่วงก่อนเข้าหน้าหนาวราวกลางเดือน พ.ย.

City Information

ข้อมูลเบื้องต้นของเมืองหลักต่างๆ ในอเมริกา

อเมริกาประกอบด้วยรัฐต่างๆ  50 รัฐ กับ 1 เขตการปกครองคือ Washington DC รัฐเหล่านี้มีอาณาเขตติดต่อกันถึง 48 รัฐ มียกเว้น 2 รัฐคือ Hawaii ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกและ Alaska  ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศแคนาดา  เนื่องจากกลักษณะภูมิประเทศที่กว้างขวางมากจึงทำให้ภูมิอากาศแตกต่างกันไปด้วย ดังนั้นรัฐต่างๆ เหล่านี้จึงถูกจัดแบ่งออกเป็นภูมิภาคต่างๆ ตามลักษณะภูมิประเทศ

1

New York

2

Boston

3

San Francisco

4

Los Angeles

5

San Diego

6

Florida

7

Seattle

8

Pennsylvania

9

Chicago

10

Portland

New York

มหานครนิวยอร์ก เมืองที่เปรียบเสมือนศูนย์กลางของความเจริญทุกด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน การเงิน ศิลปะความบันเทิง และยังเป็นศูนย์กลางแฟชั่นที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ในรัฐนิวยอร์ก ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ประกอบไปด้วย 5 เขต (borough) คือ แมนฮัตตัน (Manhattan), บร็องซ์ (Bronx), ควีนส์ (Queens), บรู๊กลิน (Brooklyn) และสเตตันไอส์แลนด์ (Staten Island) โดยมีเพียงแมนฮัตตัน และสเตตันไอส์แลนด์ มีลักษณะเป็นเกาะ ล้อมรอบด้วยแม่น้ำ โดยฝั่งตะวันออกเรียกว่า แม่น้ำอีสต์รีเวอร์ (East River) และเรียกว่าแม่น้ำฮัดสัน (Hudson River) ในฝั่งตะวันตก

เกาะแมนฮัตตัน คือหัวใจอยู่กลางมหานคร เป็นที่ตั้งของหน่วยงานต่างๆ อย่างองค์การสหประชาชาติ หรือตลาดหุ้นวอลสตรีท และยังมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญมากมาย อาทิ เทพีสันติภาพ (Lady Liberty), พิพิธภัณฑ์ Metropolitan Museum, Central Park, Times Square ศูนย์รวมโรงละคอนบรอดเวย์ และบริเวณ Fifth Avenue ซึ่งเป็นย่านช็อปปิ้ง และสินค้าแฟชั่นที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยมีห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียง ได้แก่ Saks Fifth, Macy’s และ Bloomingdale หรือ Century 21 ซึ่งเป็นห้างที่มีราคาย่อมเยาว์สำหรับนักช็อป

Boston

บอสตัน เมืองหลวงของรัฐแมสซาชูเซตส์ในสหรัฐอเมริกา และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเขตนิวอิงแลนด์ ถือว่าเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุด มั่งคั่ง และบอสตันยังได้ชื่อว่า เป็นศูนย์กลางการศึกษาที่สำคัญแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยกว่า 100 แห่ง โดยเฉพาะ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยที่สำคัญและมีชื่อเสียงอื่นๆ ได้แก่ มหาวิทยาลัยบอสตันวิทยาลัยบอสตัน มหาวิทยาลัยทัฟส์ (Tufts University) และสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) อีกด้วย

บอสตัน มีประชากรประมาณ 617,594 คน มีบริการขนส่งสาธารณะที่สะดวกสบายทั้งรถโดยสารประจำทาง เรือเฟอร์รี่-ชัตเตอร์น้ำ (Water Shuttle) รถไฟใต้ดินและรถไฟบนดิน โดยเมืองบอสตันนี้ มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย อาทิ เส้นทางเดินแห่งอิสรภาพ (Freedom Trail) ถนนเก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองมากว่า 250 ปี โดยสองข้างทางถนนสายนี้เต็มไปด้วยสถานที่ประวัติศาสตร์ในช่วงยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ และยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งบอสตัน (Museum of Fine Arts Boston), พิพิธภัณฑ์ไม้ดอกไม้ประดับอิซาเบลล่า สจ๊วต การ์ดเนอร์ (Isabella Stewart Gardner Museum) รวมทั้งเขตเมืองเก่า ย่านบีคอน ฮิลล์ (Beacon Hill) ที่เป็นแหล่งรวมงานศิลปะ สินค้าแอนทีคขึ้นชื่อ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ ร้านอาหาร ร้านขนม ร้านค้าบูทีคน่ารักๆ และสวนสาธารณะอีกด้วย

San Francisco

ซานฟรานซิสโก เมืองที่มีเต็มเปลี่ยมไปด้วยแรงดึงดูดแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียนี้ เป็นอีกหนึ่งเมืองที่นักเดินทางทั่วโลกต่างใฝ่ฝันอยากไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง เพราะซานฟรานซิสโกมีทั้งธรรมชาติที่สวยงาม อากาศเย็นสบาย และสดชื่นตลอดทั้งปี แถมยังได้รับฉายาว่าเป็นเมืองแห่งสายหมอก เพราะจะมีหมอกขาวปกคลุมเมืองอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวชิคๆ เก๋ๆ ให้ได้ไปเที่ยวชมหลากหลายแบบ จึงทำให้ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่น่าอยู่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

เมืองที่ประชากรประมาณ 884,363 คนนี้ มีสัญลักษณ์ประจำเมืองก็คือ Golden Gate Bridge (สะพานโกลเด้นเกต) มีลักษณะเป็นสะพานแขวนขนาดใหญ่ สีส้มโดดเด่น ที่เปิดใช้มาตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1937 ทอดข้ามอ่าวซานฟรานซิสโก เพื่อเชื่อมต่อระหว่างตัวเมืองซานฟรานซิสโกกับเมืองมารีน เคาน์ตีนั้นเอง

นอกจากนี้เมืองซานฟรานซิสโกก็ยังมีถนน California Street ที่ถือว่ามีความสวยงามแปลกตา เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของเมือง มีห้างสรรพสินค้า ร้านค้าแบรนด์ดัง รวมทั้งแหล่งช้อปปิ้งอย่าง Union Square ซึ่งจะทำให้พบเจอซานฟรานซิสโกในรูปแบบแห่งความทันสมัย อีกทั้งยังจะได้พบเจอ เคเบิลคาร์ ซานฟรานซิสโก ที่ถือว่าเป็น The Must ของการมาเยือนเมืองนี้เลยทีเดียว เพราะถือได้ว่าเป็นรถรางที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1873 เลยทีเดียว ซานฟรานยังมีทีเด็ดอีกมากมาย….ถ้าไม่ไปสักครั้งก็น่าเสียดายจริงๆ

Los Angeles

ลอสแอนเจลิส หรือที่รู้จักในชื่อ แอลเอ (L.A.) เป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรมากที่สุดอันดับ 2 ในสหรัฐอเมริกา และเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการบันเทิง ลอสแอนเจลิสตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีประชากรประมาณ 4 ล้านคนในเขตตัวเมืองและเขตรอบนอกประมาณ 17.5 ล้านคนเลยทีเดียว ลอสแอนเจลิสได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีการผสมปนเปของวัฒนธรรมมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เนื่องจากการอพยพของคนหลายเชื่อชาติโดยเฉพาะชาวเอเชีย และอเมริกาใต้ เนื่องมาจากลักษณะของอากาศที่อบอุ่นสบายนั่นเอง

แอลเอเป็นที่รู้จักในฐานะเป็นที่ตั้งของฮอลลีวูด มหาอำนาจด้านความบันเทิงของโลก และมีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลกตั้งอยู่ได้แก่ เช่น มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) และมหาวิทยาลัยเซาเทิร์น แคลิฟอร์เนีย (USC) จึงเป็นที่ใฝ่ฝันของนักเรียน นักศึกษาที่จะมาอยู่ในเขตแดนความรู้แห่งนี้อีกด้วย

นอกจากนี้กีฬาลอสแอนเจลิส ยังที่มีชื่อเสียงทางด้านกีฬาอย่าง บาสเกตบอล ก็มีที่ชื่อก้องโลก อย่าง ลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส และ ลอสแอนเจลิส คลิปเปอร์ส หรือกีฬาเบสบอลก็มีทีม ลอสแอนเจลิส ดอดจ์เจอร์ส ส่วนกีฬาฟุตบอลก็มีทีมลอสแอนเจลิส กาแลกซี จะเห็นได้ว่าเมืองแอลเอนี้ถือได้ว่าเป็นเมืองแห่งการกีฬาเลยก็ว่าได้ จนเคยเป็นเจ้าภาพจัดงานโอลิมปิกถึงสองครั้ง ในปี ค.ศ. 1932 และ ค.ศ. 1984 เลยทีเดียว

San Diego

แซนดีเอโก เป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ที่บริเวณชายฝั่งแปซิฟิกตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ติดกับเส้นเขตแดนระหว่างสหรัฐอเมริกากับเม็กซิโก และห่างจากลอสแอนเจลิสไปทางใต้ประมาณ 190 กิโลเมตร เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 8 ในสหรัฐอเมริกา มีประชากรโดยประมาณ 1,394,928 คน ในปี 2015 จัดว่าเป็นเมืองที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 5 ของอเมริกา อุตสาหกรรมหลักของซานดิเอโกคือ สิ่งทำมือ การทหาร และการท่องเที่ยว

เพราะซานดิเอโกมีความโดดเด่นหลายๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมแบบสแปนิชมิชชั่น ชีวิตริมทะเลอันสนุกสนาน หรือชายหาดที่เหมาะกับการโต้คลื่น รวมถึงแสงแดดที่เจิดจ้าทำให้ซานดิเอโกมีอากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี นอกจากจะเป็นฐานทัพทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกาทางชายฝั่งตะวันตกแล้ว เมืองนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมกว่า 50 แห่งโดยส่วนมากเป็นผลงานจากธรรมชาติ อย่างบริเวณริมมหาสมุทร ชายหาดมิชชั่น และ ชายหาดแปซิฟิก อีกทั้งกิจกรรมสำหรับครอบครัวมากมาย อย่างเช่น SeaWorld หรือทัวร์รถไฟจิ๋วระยะทางกว่า 805 เมตร ในสวนสาธารณะ Balboa ที่สามารถขึ้นรถไฟจิ๋วทัวร์เป็นระยะทางกว่า 805 เมตร และสวนสัตว์ซานดิเอโก

Florida

ฟลอริดา เป็นรัฐที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐอเมริกา ทิศตะวันตกติดต่อกับอ่าวเม็กซิโก ทิศเหนือติดต่อกับรัฐอะลาบามา และรัฐจอร์เจีย ทิศตะวันออกติดต่อกับมหาสมุทรแอตแลนติก ทิศใต้ติดต่อกับช่องแคบฟลอริดา รัฐฟลอริดาเป็นรัฐที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 22 มีประชากรมากเป็นอันดับ 3 และหนาแน่นมากเป็นอันดับ 8 ในสหรัฐอเมริกา แจ็กสันวิลล์เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในรัฐฟลอริดา และมีพื้นที่มากที่สุดในสหรัฐอเมริกาแผ่นดินใหญ่ มีเขตเมืองไมแอมี (Miami metropolitan area) เป็นเขตเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 8 ในสหรัฐอเมริกา และมีแทลลาแฮสซีเป็นเมืองหลวงของรัฐ

รัฐฟลอริดาเป็นที่รู้จักกันในนาม ซันไชน์สเตต (Sunshine State) คำว่า “ฟลอริดา” เป็นภาษาสเปนซึ่งหมายถึง “ที่ซึ่งอุดมไปด้วยดอกไม้” นอกจากนี้ฟลอริดา ยังเป็นที่ตั้งของเมืองออร์แลนโด ตั้งอยู่ตอนกลางของรัฐ ที่รู้จักกันดีว่าเป็นเมืองแห่งโลกจินตนาการของเด็กๆ ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่น่าสนใจ เช่น วอล์ตดิสนีย์เวิลด์รีสอร์ต, ซีเวิลด์, และยูนิเวอร์แซลออร์แลนโดรีสอร์ต ที่ใช้เวลาเที่ยวกันเป็นอาทิตย์ก็ยังไม่หมด

Seattle

ซีแอตเทิล เป็นเมืองท่าชายฝั่งในรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคแปซิกฟิคตะวันตกเฉียงเหนือ ตั้งอยู่ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลสาบวอชิงตัน อยู่ห่างจากแคนาดาเพียง 154 กิโลเมตรเท่านั้น ซีแอตเทิลได้ฉายาว่าเป็น ‘เมืองมรกต’ เพราะต้นไม้จะแตกยอดเขียวครึ้มไปทั่วเมืองมีเพราะมีฝนตกตลอดทั้งปี มีประชากรประมาณ 6 แสนคน เป็นเมืองที่เป็นจุดกำเนิดของ Starbucks (สตาร์บัค) ตำนานกาแฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก โดยร้านกาแฟเงือกน้อยสาขาแรกก็ตั้งอยู่ที่นี่นั่นเอง

ซีแอตเทิลนับว่าเป็นเมืองของ Microsoft เลยทีเดียว ซึ่งเป็นฐานการผลิตและวิจัยด้านเทคโนโลยี จึงได้รับการกล่าวขานว่าเมืองนี้ เป็นบ้านหลังใหญ่ของแบรนด์ดังระดับโลกทางด้านเทคโนโลยีอื่นๆ อีกด้วย อย่างเช่น Amazon, Getty Images, Costco และ Nintendo นอกจากนี้แล้ว ซีแอตเทิงนี้ยังเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องบินพานิชย์ ของบริษัทโบอิ่ง ที่ใหญ่ที่สุดของอีกด้วย

เมืองแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทะเล และทรัพยากรทำให้เรื่องอาหารการกินเป็นเรื่องง่ายๆ ที่นี่ทุกคนสามารถหาอาหารซีฟู้ดได้ตามมุมถนน นอกจากนี้ก็มีอาหารเอเชี่ยนชิคๆ คูลๆ ก็มีให้เลือกเต็มเมืองอีกด้วยซีแอตเทิลยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอย่าง Pike Place Market เป็นตลาดท้องถิ่นที่ถือได้ว่า เป็น ‘วิญญาณของซีแอตเทิล’ ก็ว่าได้ ถึงแม้ว่าเคยไปมาแล้ว ก็ยังสามารถไปได้อีกเรื่อย ๆ เพราะมีสิ่งใหม่ ๆ ให้ค้นพบทุกครั้งที่ Pike Place Market

Chicago

ชิคาโก ตั้งอยู่ในรัฐอิลลินอยส์ (Illinois) เป็นที่รู้จักกันในนาม “เมืองแห่งลม” เป็นศูนย์กลางความเจริญแห่งหนึ่งของโลก และในปัจจุบันนับเป็น 1 ใน 10 เมืองสำคัญของโลกทางด้านเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย โดยมีประชากรประมาณ 9 ล้านคน

ชิคาโก้ถือได้ว่าเป็นเมืองที่ดีที่สุดเมืองหนึ่งในสหรัฐอเมริกาเลย เพราะมีความสวยงามทางสถาปัตยกรรมต่างๆ ทั้งตึกเก่าใหม่ร่วมสมัย อย่าง John Hancock และ Willis Tower ที่มีภาพยนตร์ดังๆ และรายการทีวีมากมายมาถ่ายทำที่นี่ อย่าง ER, Batman Begins, The Dark Knight และ Public Enemies

เมืองชิคาโกนี้ยังมีนักกีฬาดังๆ อย่าง Michael Jordan นักบาสชื่อดัง อีกทั้งยังมีสถานที่ที่เกี่ยวกับกีฬาอย่าง sports stadiums อีกด้วย

ชิคาโกยังเป็นเมืองที่สมดุลทั้งวัฒนธรรม สภาพอากาศ และธรรมชาติ อย่าง Lake Michigan และ North Ave beaches ที่ผู้คนสามารถเดินทางเท้าจากตัวเมืองมาพักผ่อนกับความอบอุ่นสวยงามของแสงแดด พร้อมรับความเย็นสบายจากสายลม และคลายเครียดกับผืนทรายที่ละเอียดอ่อน อีกทั้งยังมีกิจกรรมมากมายให้ผู้คนได้เลือกทำทั้งปั่นจักรยานรอบชายหาด ว่ายน้ำ พายเรือ เล่นกีฬาชายหาด เและอื่นๆ อีกมากมาย เรียกได้ว่าเป็นเมืองคุณภาพที่มีทุกอย่างที่เหมาะกับทุกความต้องการจริงๆ

Pennsylvania

เพนซิลเวเนีย Commonwealth of Pennsylvania เป็นรัฐที่อยู่ทางตะวันออกของสหรัฐอเมริกา รัฐเพนซิลเวเนียเป็นรัฐหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกามากที่สุดรัฐหนึ่ง เป็นที่ประกาศอิสรภาพของอเมริกา และครั้งหนึ่ง เมืองฟิลาเดลเฟียยังเคยเป็นเมืองหลวงชั่วคราวของสหรัฐอเมริกาก่อนการจัดตั้งวอชิงตัน ดีซี อีกด้วย

เพนซิลเวเนียมีประชากรประมาณ 12.8 ล้านคน โดยเมืองหลวงของรัฐนี้คือ แฮร์ริสเบิร์ก และเมืองสำคัญอื่นๆ ได้แก่ ฟิลาเดลเฟีย และพิตส์เบิร์ก รวมไปถึงเมืองเฮอร์ชีย์ที่ตั้งของโรงงานชอคโกแลตเฮอร์ชีย์ อีกทั้งมหาวิทยาลัยที่สำคัญในรัฐนี้ได้แก่ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียสเตต มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน มหาวิทยาลัยพิตส์เบิร์ก และ มหาวิทยาลัยลีไฮฮ์ ทีมกีฬาอเมริกันฟุตบอลที่มีชื่อเสียงได้แก่ ฟิลาเดลเฟีย อีเกิลส์ และ พิตส์เบิร์ก สตีลเลอรส์

เป็นเมืองที่เป็นต้นกำเนิดนาวิกโยธินของสหรัฐอเมริกา (United States Marine Corps) และเป็นเมืองต้นกำเนิดของสิ่งสำคัญหลายอย่างของอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดแห่งแรกในปี 1731, โรงพยาบาลแห่งแรกในปี 1751, มหาวิทยาลัยแพทย์แห่งแรกในปี 1765 เป็นต้น และที่สำคัญฟิลาเดลเฟียถือว่าเป็นเมืองมรดกโลกแห่งเดียวเท่านั้นของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

Portland

พอร์ตแลนด์ เมืองอินดี้ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐออริกอน มีประชากรประมาณ 639,863 คน เป็นเมืองขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ร่มรื่นสบายที่สุดในสหรัฐอเมริกาเมืองหนึ่ง มีความ art และความเท่ตามท้องถนนทั่วไป เพราะในเมืองนี้จะมีรถขายของที่เรียกว่า Street cart อยู่ตามริมถนนเยอะมาก และแต่ละร้านตกแต่งสวยงามเก๋ไก๋อาหารก็หลากหลาย เรียกได้ว่าแทบจะครบทุกชาติจะกินแบบไหนเลือกได้ตามใจชอบ ราคาก็น่ารัก เพราะไม่เก็บภาษีการขาย ในขณะที่รัฐอื่นจะเก็บภาษีอยู่ประมาณ 7-8 % ทำให้เมืองนี้มีค่าครองชีพต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ชายฝั่งตะวันตกเลยทีเดียว

Portland เป็นเมืองที่ปลอดภัย สะอาด ผู้คนเป็นมิตร และเป็นกันเอง การคมนาคมสะดวก มีระบบรถประจำทาง และรถไฟในเมืองที่ดีมาก แต่ในขณะเดียวกันก็เหมาะสำหรับการขี่จักรยานมาก

มีนักท่องเที่ยวกล่าวว่า พอร์ตแลนด์เป็น “เมืองหลวงเบียร์ของโลก” เนื่องจากมีการทำเบียร์หลากหลายชนิด และยี่ห้อในตัวเมืองมากกว่าที่อื่น และมีการจัดเทศกาลเบียร์ในเมืองหลายนับสิบๆ งานต่อปีเลยทีเดียว

นอกจากนี้ พอร์ตแลนด์ตั้งอยู่ใน Oregon ซึ่งเป็นรัฐที่มีความสวยงามตามธรรมชาติและการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น มีทั้งป่าดิบชื้นและทะเลทรายร้อนผ่าว ชายทะเลและยอดเขาที่มีหิมะปกคลุม ดังนั้นที่นี้มีอะไรให้ค้นหา และท่องเที่ยวมากมายจริงๆ

Education System

ระบบการศึกษาสหรัฐอเมริกา

แต่ละรัฐมีอิสระในการกำหนดรูปแบบและควบคุมคุณภาพการศึกษาของตัวเอง
โดยมีหน่วยงานด้านการศึกษาประจำรัฐ คอยกำกับดูแลและกำหนดมาตรฐานต่างๆ
โดยเฉพาะนักเรียนอเมริกันทุกคนมีสิทธิเข้ารับการศึกษาภาคบังคับฟรี
จนจบจบชั้นมัธยมศึกษาปีสุดท้าย หรือ Grade 12

การเรียนในระดับอุดมศึกษา แต่ละรัฐมีนโยบายอุดหนุนและดูแลประชากรภายในรัฐของตน ดังนั้นนักเรียนที่มีถิ่นฐาน อยู่ในรัฐหนึ่ง และจะข้ามไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยอีกรัฐหนึ่ง ต้องเสียค่าเล่าเรียนแพงขึ้น ตามข้อกำหนด Out of State Tuition และนักศึกษาต่างชาติต้องเสียค่าเล่าเรียนในอัตราที่สูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง สหรัฐฯ จำกัดสิทธิ์นักเรียนต่างชาติ ที่ต้องการเข้าเรียนในระดับประถม มัธยมให้สามารถสมัครเรียนได้เพียงโรงเรียนเอกชน (Private school) เท่านั้น ไม่สามารถเข้าเรียนโรงเรียนรัฐบาล (Public school) ได้ เนื่องจากเป็นสวัสดิการของคนอเมริกันด้วยกัน ยกเว้นนักเรียนทุน หรือนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ถือวีซ่า J1

  • PRIMARY SCHOOL

    การศึกษาปฐมวัยของอเมริกาเริ่มต้นเมื่อนักเรียนอายุ 5 ขวบในชั้นอนุบาล (Kindergarten) จากนั้นในปีที่สองของชีวิตการเรียน จึงก้าวสู่ชั้นประถมศึกษา (Primary school) อย่างแท้จริง โดยเริ่มที่ประถมศึกษา 1 หรือ Grade 1 ไปจนถึง Grade 5

  • HIGH SCHOOL

    เมื่อจบชั้น Grade 5 แล้ว นักเรียนอเมริกันจะต้องเข้าเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษา (Secondary school) ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาเรียนทั้งหมด 7 ปี คือตั้งแต่ Grade 6 – Grade 12 โดยในช่วงระหว่าง Grade 9 – Grade 12 มักจะเรียกกันว่า High school หรือ Senior High School

    เมื่อเรียนจบ Grade 12 นักเรียนอเมริกันจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการสำเร็จการศึกษาที่เรียกว่า High school diploma นักเรียนที่ไม่ได้รับประกาศนียบัตรชนิดนี้ อาจเลือกเข้าทดสอบ General Education Development (GED) เพื่อรับรองวุฒิความสามารถด้านวิชาการในระดับมัธยมปลายได้

  • SECONDARY EDUCATION

    นักเรียนที่จบการศึกษาภาคบังคับระดับมัธยมศึกษา และประสงค์จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา สามารถเข้าเรียนใน Undergraduate school ซึ่งเปิดสอนทั้งในหลักสูตร 2 ปี (Associate degree) และหลักสูตร 4 ปี (Bachelor degree) นักเรียนที่เลือกเรียนหลักสูตร associate degree สามารถเรียนเลือกเรียนต่อให้ครบ 4 ปีเพื่อรับ bachelor degree ได้ โดยการรับนักศึกษาเข้าเรียนในระดับปริญญาตรีในสหรัฐอเมริกาจะต้องใช้คะแนนสอบ SAT หรือ ACT เป็นเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณา

  • GRADUATE SCHOOL

    นักศึกษาระดับปริญญาตรี สามารถเลือกเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยเลือกสมัครเข้าเรียนใน Graduate school ซึ่งมีด้วยกัน 2 ระดับ คือ ระดับปริญญาโท (Master’s degree) ส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 2 ปี และปริญญาเอก (PhD) ซึ่งจะใช้เวลาในการศึกษาประมาณ 3-6 ปี ขึ้นอยู่กับสาขาวิชา ความสามารถของผู้ศึกษา และหัวข้อวิทยาพนธ์ที่เลือกศึกษา

High School System

การเรียนระดับมัธยมศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา

แต่ละรัฐมีอิสระในการกำหนดรูปแบบและควบคุมคุณภาพการศึกษาของตัวเอง โดยมีหน่วยงานด้านการศึกษาประจำรัฐ คอยกำกับดูแลและกำหนดมาตรฐานต่างๆ โดยเฉพาะนักเรียนอเมริกันทุกคนมีสิทธิเข้ารับการศึกษาภาคบังคับฟรี จนจบจบชั้นมัธยมศึกษาปีสุดท้าย หรือ Grade 12

High School Diploma

การเรียนในระดับมัธยมศึกษาปลาย

นักศึกษาต่างชาติที่จะไปเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาที่อเมริกา สามารถเลือกเรียนได้กับโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนรัฐบาล แต่ต้องเป็นโรงเรียนที่สามารถจัดหาที่พัก และสามารถแต่งตั้งผู้ปกครองให้ดูแลนักเรียนแบบใกล้ชิดได้ โดยโรงเรียนบางแห่งจะหอพักกับโฮมสเตย์สำหรับนักเรียนต่างชาติ แต่บางแห่งก็จะมีเพียงแค่โฮมสเตย์เท่านั้น โดยส่วนใหญ่นักเรียนต้องมีความพร้อมทางภาษาก่อน โดยใช้ผล IELTS หรือ TOFEL ในการสมัคร แต่โรงเรียนบางแห่งมีคลาส ESL หรือ หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนต่างชาติ สำหรับนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะ ก็สามารถรับนักเรียนที่ยังไม่มีความพร้อมทางด้านภาษาอังกฤษเข้าเรียนได้

โดยส่วนมากโรงเรียนมัธยมที่อเมริกา จะรับสมัครนักเรียนตั้งแต่ Grade 7 – 11 เท่านั้น มักจะไม่รับนักเรียนใน Grade 12 (มัธยม 6) เพราะในปีสุดทัายนักเรียนจะต้องพร้อมสำหรับการสมัครเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย

เอกสารการสมัครเรียนมัธยมที่ประเทศอเมริกา

  • เตรียมเอกสารพาสปอร์ต และทรานสคริป/ใบเกรด ย้อนหลัง 3 ปี รวมผลการเรียนปัจจุบันด้วย เป็นภาษาอังกฤษ
  • ผลคะแนนภาษาอังกฤษ เช่น TOEFL, TOEFL junior แล้วแต่ละโรงเรียนกำหนดคะแนนขั้นต่ำ
  • หนังสือรับรอง 3 ฉบับ จากครูวิชาเลข 1 ฉบับ ครูวิชาภาษาอังกฤษ 1 ฉบับ และ ครูวิชาอื่นๆ 1 ฉบับ
  • นัดหมายเพื่อทำการสัมภาษณ์ (Skype Interview)
Course

วิชาสามัญ

วิชาพื้นฐานที่รัฐกำหนด
English, Math, Science, Social Studies,Physical Education และอาจจะต้องเรียนภาษาต่างชาติ

วิชาเลือกต่างๆ
Music, Fine Arts, Technology & Engineering Education, Family & Consumer Science และอื่นๆ

Special Programs

วิชาพิเศษ

Advance Placement Programs (AP)
เป็นวิชาในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งอนุญาติให้เด็กนักเรียนที่มีความพร้อม สามารถเรียนล่วงหน้าก่อนเข้ามหาวิทยาลัยได้ และยังสามารถเอาเครดิตจากการเรียนรู้นี้ไปเทียบโอนหน่วยกิตขณะที่เรียนในมหาวิทยาลัยในอนาคตได้อีกด้วย

Standardized Test (SAT) 
เป็นวิชาที่จัดทำขึ้นโดย College Board Standardized Test ซึ่งเป็นคะแนนที่ไว้ยื่นเข้ามหาวิทยาลัยที่เอมริกา

AP

Advanced Placement Program

หลักสูตร AP เป็นโครงการเรียนล่วงหน้าที่เปิดโอกาสให้นักเรียนมัธยมปลายสามารถทำการทดสอบ หรือทำความเตรียมพร้อมก่อนเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศแคนาดา หลักสูตรนี้จัดทำขึ้นโดย College Board ซึ่งเป็นองค์กรเดียวกับที่จัดสอบ SAT หรือ Standardized Test นั่นเองครับ

หลักสูตร AP มีความสำคัญอย่างไร? 
เป็นวิชาที่เปิดโอกาสให้กับนักเรียนมัธยมปลายสามารถสอบเพื่อเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยในอเมริกาและแคนาดาได้ ดังนั้นผู้ที่สามารถสอบผ่านหลักสูตร AP และได้คะแนนตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด ก็จะได้รับการพิจารณาให้ศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย โดยถ้านักเรียนสอบผ่านวิชาที่มีการเปิดสอนในมหาวิทยาลัย ก็สามารถสามารถนับเป็นหน่วยกิตโดยจะไม่ต้องมานั่งเรียนซ้ำอีก และวิชาส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาตามวิชาพื้นฐานของมหาวิทยาลัยปี 1 – 2 โดยหลักสูตร AP จึงเป็นเสมือนทางลัดสำหรับนักเรียนมัธยมปลายที่จะเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย และยิ่งถ้านักเรียนสามารถสอบผ่านได้หลายวิชาตามที่มหาวิทยาลัยเปิดสอน ก็สามารถนับเป็นหน่วยกิตสะสมได้ เมื่อเรียนมหาวิทยาลัยก็ทำให้มีโอกาสที่จะเรียนจบเร็วกว่าปกตินั่นเอง ถึงอย่างไรก็ตาม หลักสูตร AP ไม่เกี่ยวกับการเข้ามหาวิทยาลัยมากนัก ส่วนใหญ่คุยกัน เรื่อง Advance placement ว่า ได้ waive หน่วยกิต การเข้ามหาวิทยาลัยยังต้องดูเกรดเฉลี่ย ผลสอบ SAT และกิจกรรมเสริมการเรียนที่นักเรียนเคยทำมา รวมทั้ง essay เป็นหลัก
SAT

Scholastic Aptitude Test

การสอบ SAT เป็นการสอบวัดความรู้ความสามารถของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สำหรับการรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ในระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกา โดยองค์กร College Board ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ได้สร้างข้อสอบ SAT ขึ้นมาเป็นครั้งแรก เหตุผลนั้นก็คือมหาวิทยาลัยต่างๆในสหรัฐอเมริกาประสบปัญหาในการคัดเลือกนักศึกษาใหม่ในแต่ละปีเพราะเหตุผลหลายประการ โดยเฉพาะการที่สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่มาก มหาวิทยาลัย ที่มีชื่อเสียงมักมีนักเรียนยื่นใบสมัครเข้าศึกษาต่อเป็นจำนวนมาก แต่ไม่อาจวัดความสามารถของนักเรียนด้วยผล GPA ของนักเรียนในระดับมัธยมปลายได้ เพราะมาตรฐานการศึกษาในแต่ละรัฐนั้นอาจมีคุณภาพไม่เท่าเทียมกัน ข้อสอบ SAT จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยมหาวิทยาลัยต่างๆใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกนักศึกษาใหม่ โดยการ SAT เพียงครั้งเดียวก็นำไปสมัครเรียนกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้หลายแห่ง

ปัจจุบันข้อสอบ SAT เป็นข้อสอบที่ได้รับมาตรฐานสากลได้รับการยอมรับไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย มหาวิทยาลัยต่างๆ จึงนิยมคัดเลือกนักเรียนโดยพิจารณาจากผลสอบ SAT สำหรับการสอบ SAT นั้นมีการจัดการสอบในหลายประเทศ ซึ่งจะใช้ข้อสอบชุดเดียวกันและสอบในเวลาเดียวกันทั่วโลก

คุณสมบัติของผู้เข้าสอบ คือ การสอบ SAT ไม่จำกัดอายุของผู้เข้าสอบ แต่จำกัดอายุของผลคะแนนสอบให้มีอายุใช้งานได้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่เข้าไปยื่นและสามารสอบได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

ข้อสอบ SAT มี 2 ประเภทคือ The New SAT (Redesigned SAT) และ SAT Subject Test
คือข้อสอบที่ใช้วัดทักษะนักเรียนที่จบระดับมัธยมศึกษาตอนปลายควรมี ประกอบไปด้วยข้อสอบ 2 ส่วน มีคะแนนเต็ม 1600 คะแนน ดังนี้คือ

The New SAT (Redesigned SAT)

  • Critical Reading และWriting เป็นการอ่านเชิงวิเคราะห์แล้วตอบคำถาม รวมถึงการเขียนทั่วไป โจทย์จะครอบคลุมทั้งวิชาวิทยาศาสตร์สังคมศาสตร์ และวรรณกรรม (คะแนนเต็ม 800 คะแนน)
  • Mathematics คณิตศาสตร์ มีเนื้อหาครอบคลุม พีชคณิต ตรีโกณมิติ สถิติ ความน่าจะเป็น การวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ (คะแนนเต็ม 800 คะแนน)

SAT Subject Test

คือข้อสอบที่ออกแบบเพื่อวัดทักษะ วิชาเฉพาะทางที่จำเป็นในการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย เช่น
Mathematics (ในระดับที่ยากกว่าใน SAT I), Physics, Chemistry, Biology เป็นต้น

High School

โรงเรียนมัธยมในสหรัฐอเมริกา

School Location Grade Gender Boarding Students Fees(USD)
Seton Catholic Preparatory Arizona Gr 9-12 Boy & Girl No 580 40,075
Fairmont Private Schools Southern California Gr 10-12 Boy & Girl No 1899 36,155
Melbourne Central Catholic High School Florida Gr 10-12 Boy & Girl No 522 37,380
Trinity Catholic High School  Florida Gr 10-12 Boy & Girl No 557 38,030
Bishop Guertin High School New Hampshire Gr 10-12 Boy & Girl No 780 39,305
Saint Thomas Aquinas New Hampshire Gr 10-12 Boy & Girl No 475 38,105
Saint Anthony’s High School New York Gr 10-12 Boy & Girl No 2400 33,095
Saint John’s High School New York Gr 10-12 Boy & Girl No 1,500 37,245
Darlington School Georgia Gr 10-12 Boy & Girl Yes 463 59,050
Community College

วิทยาลัยชุมชน

ในอเมริกานักเรียนจะมีทางเลือกมากมายในการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย และหนึ่งทางเลือกและกำลังเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะนี้ ก็คือ Community College หรือวิทยาลัยชุมชนนั่นเอง

เหตุผลที่ทำให้ Community College เป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นก็คือ หลักสูตรหลากหลาย ห้องเรียนมีขนาดเล็ก นักเรียนสามารถเรียนได้ตั้งแต่อายุ 16 ทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยมีการเรียนหลากหลายระดับหลายสาขา อาทิ

  • High School Completion
    สำหรับนักเรียนที่ยังเรียนไม่จบชั้นมัธยมและต้องการที่จะศึกษาในระดับมัธยมและวิทยาลัยควบคู่กันไป
  • English As a Second Language (ESL)
    การเรียนปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษรวมถึง การพูด การฟัง การอ่าน และการเขียนเพื่อความพร้อมสำหรับการเรียนในระดับวิทยาลัยหรือเพื่อการใช้งานทั่วไป
  • Associate Degree
    หลักสูตรประกาศนียบัตรที่เตรียมความพร้อมทางอาชีพให้กับนักศึกษา หลักสูตรวิชาที่สามารถโอนย้ายได้ คือ หลักสูตรวิชา Associate of arts และหลักสูตรวิชา Associate of science และหลักสูตรวิชาที่ไม่สามารถโอนย้ายได้ คือ หลักสูตรวิชา associate of applied science degrees และหลักสูตรประกาศนียบัตร
  • University Transfer Program
    หลักสูตรทางวิชาการที่สามารถโอนย้ายหน่วยกิตได้เพื่อไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย
หลักสูตร 2+2 University Transfer

โดยทั่วไปแล้ว นักเรียนที่ต้องการเรียนหลักสูตรปริญญาตรีในอเมริกาจะต้องใช้เวลาเรียน 4 ปี หรือมีหน่วยกิตทั้งหมด 180 หน่วย และในการที่จะสำเร็จหลักสูตรปริญญาตรีในอเมริกา นักเรียนจะมี 2 ตัวเลือกคือ

เรียนที่มหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัย 4 ปีโดยตรง หรือเรียนต่อ Community College 2 ปีและโอนหน่วยกิตไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยโดยที่จะใช้เวลาเรียนเพิ่มอีก 2 ปีเพื่อที่จะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ซึ่งนักเรียนอเมริกามากกว่า 50% นิยมเลือกเรียนแบบนี้

การศึกษาใน 2 ปีแรกในอเมริกาทั้งใน Community College และ University มีความคล้ายคลึงกัน คือ ไม่ว่านักศึกษาตั้งใจที่จะเรียนสาขาใด นักศึกษาจะต้องลงเรียนวิชาพื้นฐานให้ครบ 90 หน่วยกิต จากแขนงวิชาต่างๆ ก่อน และเมื่อจบการศึกษาจากใน 2 ปีแรกแล้ว จึงสามารถเลือกวิชาเอกได้ สำหรับ Community College นักศึกษาจะได้รับวุฒิอนุปริญญาสำหรับการโอนศึกษาต่อ (Associate in Transfer Degree) เพื่อเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้ ซึ่งนักศึกษาจะใช้เรียนเพิ่ม 2 ปี เพื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีตามสาขาที่ประสงค์

การโอนหน่วยกิตจาก college เข้าเรียนต่อ university

แบบ 2+2 University Transfer จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

1. Conditional Guarantee Transfer
การตอบรับจากมหาวิทยาลัยโดยอัตโนมัติ ในกรณีสำเร็จการศึกษาเงื่อนไข

นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยตามเกณฑ์ที่กำหนดโดยมหาวิทยาลัยในเครือข่าย (Partner University) จะได้รับการรับรองเพื่อโอนเข้ามหาวิทยาลัยนั้นๆโดยอัตโนมัติ ซึ่งปกติแล้ว มหาวิทยาลัยจะพิจารณาจากผลการเรียนเฉลี่ย (GPA) จำนวนหน่วยกิตของนักเรียนเป็นหลัก เมื่อนักศึกษาสำเร็จการศึกษา 2 ปีในวิทยาลัย นักเรียนจะได้การรับรองที่นั่งในมหาวิทยาลัยให้เรียนต่ออย่างแน่นอน

2. General Transfer
การโอนเข้าเรียนต่อทั่วไป

นักเรียนสามารถโอนเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายของ Community College ของตนได้ เช่น มหาวิทยาลัยชั้นนำในอเมริกา อาทิ UCLA, University of California of Berkeley, Cornell University, Columbia University, University of Southern California, University of Washington, Seattle หรือ New York University โดยเฉพาะถ้านักเรียนมีผลการเรียนที่ดี และมีส่วนร่วมในกิจกรรมในขณะที่ศึกษาอยู่ในวิทยาลัยจะทำให้มีโอกาสได้รับการตอบรับมากขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็มหาวิทยาลัยจะไม่การันตีสิทธิในการรับนักศึกษา เพราะไม่ได้เป็นข้อตกลงอย่างเป็นทางการกับทาง Community College

 
University

การเรียนในระดับมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยในอเมริกานั้นมีจำนวนมากกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ โดยทั่วไปจะไม่มีการสอบเข้า แต่จะมีมาตรฐานในการรับนักศึกษาเป็นของตนเอง ส่วนใหญ่ก็จะเรียนกัน 4 ปีจบ แล้วได้ปริญญาตรี ซึ่งเรียกว่า Undergraduate School โดยการเรียนในมหาวิทยาลัย 2 ปีแรกจะไม่มีคณะค่ะ มีแต่ให้เลือก major เท่านั้น และจะเลือกคณะอีกครั้งในปีที่ 3 โดยการพิจารณารับเลือกเข้าปริญญาตรีส่วนใหญ่ ก็จะดูจาก

  • GPA
  • Class ranking
  • Standardized test scores (เช่น SAT หรือ ACT tests)
  • จดหมายรับรองจากอาจารย์
  • SOP (Statement of purpose) บทความที่เขียนขึ้นเพื่อแสดงความตั้งใจและอธิบายเหตุผลต่างๆ ประกอบการสมัครเข้าเรียน
  • การสัมภาษณ์
  • TOFEL หรือ IELTS (สำหรับนักเรียนต่างชาติ)

เหนือจากนี้มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เค้าจะพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น กิจกรรมที่ทำในโรงเรียน เช่น สภานักเรียน หรือ ค่ายชมรมต่างๆ หรือ กิจกรรมช่วยเหลือชุมชน ซึ่งถือว่าสำคัญมาก

Admission

การสมัครเข้าเรียนปริญญาตรี

สำหรับการยื่น application form ของมหาลัยส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 2 ช่วงคือ

  1. Early Action
    สามารถยื่น application ในช่วงเดือนตุลาคม (Application Deadline มักจะเป็นวันที่ 30 Oct. – 2 Nov. ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัย ) โดยการสมัครรอบนี้จะเลือกส่งได้เพียงมหาลัยเดียวเท่านั้น แต่ข้อดีคือ การรับสมัครช่วงนี้จะมีคนสมัครน้อย ทำให้มีเปอร์เซ็นต์สูงกว่าในการถูกคัดเลือก และผลการคัดเลือกก็จะออกมาตอนปลายปีเลย
  2. Regular Decision
    มักจะเป็นช่วง 30 Dec. – 4 Jan. รอบนี้สามารถยื่นได้มหาวิทยาลัย ปกติการสมัครรอบนี้จำนวนของผู้สมัครจะเยอะกว่ารอบแรกเพราะเป็นรอบสุดท้ายแล้วนั่นเอง

การรับสมัครส่วนใหญ่จะผ่านทาง online:  www.commonapp.org สมัครผ่านทาง Website ของมหาวิทยาลัย

Master’s Degree

ปริญญาโท

การเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่อเมริกานั้นส่วนใหญ่จะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ปี โดยในปีแรกจะเป็นการเรียนปูพื้นฐาน และในช่วงปีที่ 2 เข้าวิชาหลักระดับปริญญาโท สาขาที่นักศึกษาจากเมืองไทย สนใจไปเรียนปริญญาโท

มหาวิทยาลัยในอเมริกาจะแบ่งเทอมการศึกษาเป็น 2 ระบบดังนี้

  • ระบบ Quarter มี 3 เทอมใหญ่ เทอมละ ประมาณ 11 สัปดาห์ เฉลี่ยระยะเวลาเท่าๆ กันใน 3 เทอม
    เทอมแรก คือ Fall หรือ Autumn  ช่วงกันยายน,
    เทอมที่สอง คือ Winter  เปิดเทอมช่วงต้นมกราคม
    เทอมที่สาม คือ Spring เปิดเทอมช่วงปลายมีนาคม
    และเทอมเล็กคือ Summer เปิดเทอมช่วงปลายมิถุนายน ระยะเวลาประมาณ 8 สัปดาห์
  • ระบบ Semester มี 2 เทอมใหญ่ มีระยะเวลาประมาณ 15 สัปดาห์ คือ
    เทอมแรก คือ Fall หรือ Autumn ซึ่งเปิดเทอมช่วงกลางสิงหาคม
    เทอมที่สอง คือ Spring เปิดเทอมช่วงต้นมกราคม
    และ เทอมเล็ก มีระยะเวลาประมาณ 13 สัปดาห์ คือ Summer เปิดเทอมช่วงกลางพฤษภาคม *มหาวิทยาลัยที่สอนใน อเมริกาส่วนมากจะเป็นระบบ semeste
Entry Requirements

การรับเข้าเรียนในระดับปริญญาโท

นักศึกษาที่มีคุณสมบัติตามที่มหาวิทยลัยกำหนดแล้ว สามารถสมัครเข้าตรงได้โดยส่งคะแนนและใบสมัครประมาณ 6-7 เดือนก่อนวันเปิดภาคเรียนที่เราต้องการสมัคร เช่น เปิดภาคการศึกษาใหญ่ของปีจะเป็น Fall คือ ประมาณเดือนสิงหาคม หรือกันยายน นักเรียนสามารถส่งใบสมัครได้ไม่เกินเดือนมีนาคม แต่บางมหาวิทยาลัยก็อนุญาติให้ส่งใบสมัครได้ภายในเดือนเมษายน

การสมัครเรียนปริญญาโทที่ อเมริกาจะพิจารณาจากหลักฐานต่างๆ ดังนี้

  •  Transcript ฉบับสมบูรณ์ที่ระบุเกรดเฉลี่ย หรือ GPA ของตอนเรียนปริญญาตรี
    GPA นั้นมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในอเมริกาจะรับที่ 2.50 ขึ้นไป แต่ถ้านักศึกษาที่ GPA น้อยกว่านั้นก็จะได้รับการพิจารณาแล้วแต่กรณี เพราะทางมหาวิทยาลัยที่สมัครจะพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย
  • ใบจบการศึกษาจากสถาบันที่เรียนจบปริญญาตรีมา
  • คะแนนสอบภาษาอังกฤษ TOEFL หรือ IELTS เช่น TOEFL ทั่วไปจะต้องการคะแนน TOEFL IBT ที่ 80 หรือ IELTS 6.5 ขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคณะและสาขาที่ต้องการสมัครด้วย
  • จดหมายแนะนำตัวจากอาจารย์หรือนายจ้าง (Letter of Recommendation) จดหมาย recommendation  2 ฉบับนี้ แนะนำให้ 1 ฉบับจากอาจารย์ที่สอนและรู้จักนักเรียนดีในระดับมหาวิทยาลัยที่เรียนจบมา และอีก 1 ฉบับ จากนายจ้าง โดยจดหมายควรระบุถึงศักยภาพของนักเรียนระหว่างที่เรียน หรือทำงานอยู่ด้วย
  • Statement of Purpose (SOP) เป็นการเขียนเรียงความเกี่ยวกับตัวนักศึกษาเอง บรรยายความเป็นมา ประวัติการทำงานและแรงบันดาลใจ ว่าทำไมจึงสนใจอยากเรียนสาขาที่สมัคร และทำไมถึงเลือกสมัครเรียนในมหาวิทยาลัยดังกล่าว รวมถึงมีแผนการทำงานและดำเนินชีวิตอย่างไรในอนาคตหลังจากเรียนจบ โดยทั่วไปมหาวิทยาลัยต้องการให้ผู้สมัครส่ง SOP ประมาณ 500-1000 คำ
  • Resume หรือ CV เอกสารแสดงประสบการณ์ทำงาน มหาวิทยาลัยบางแห่งต้องการให้ผู้สมัครมีประสบการณ์ทำงานประมาณ 2 ปีขึ้นไป เพื่อให้นักเรียนสามารถนำประสบการณ์ทำงานมาร่วมแบ่งปันความรู้ในขณะที่เรียน
  • GMAT สำหรับนักเรียนที่จะเรียนสาย Business หรือคะแนน GRE สำหรับคณะที่ไม่ใช่ Business เช่น Engineering และ Computer Science แต่ถ้าหากต้องการเข้าเรียน MBA ต้องมีคะแนน GMAT ด้วย อย่างน้อย 500 สำหรับมหาวิทยาลัยทั่วไปและ 650 ขึ้นไป สำหรับมหาวิทยาลัยที่ติด top ranking  คะแนนที่ต้องการขึ้นอยู่กับสาขาและมหาวิทยาลัยที่ต้องการสมัคร
Pathway

Pre-Master Program

มหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพบางแห่ง เปิด Program นี้ขึ้นมา เพื่อช่วยเปิดโอกาสให้นักเรียนต่างชาติ ได้เข้าไปเรียน และปรับพื้นฐาน ก่อนเรียน ปริญญาโทจริง หรือได้มีโอกาสเข้าเรียนปริญญาโทโดยมีคุณสมบัตรไม่ถึงจามเกณฑ์ที่จะได้รับการตอบรับเข้าตรง ดังนั้น entry requirements หรือเอกสารประกอบการสมัครใน program นี้ก็จะง่ายกว่าการสมัครตรง เช่น

– ผล GPA หรือเกรดเฉลี่ยที่น้อยกว่าสมัครตรง

– TOEFL /IELTS ที่น้อยกว่าสมัครตรง

– ไม่ต้องส่งคะแนน GMAT หรือ GRE ตอนสมัคร แต่ให้ส่งตอนหลังจากเรียนจบ Program Pathway แล้ว

ช่วงที่เรียน Pathway นี้ทางมหาวิทยาลัยจะสอนภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ ติว GMAT/GRE และวิชาพื้นฐานสำหรับเรียน ปริญญาโทในสาขาที่นักเรียนต้องการเรียนต่อ โดยนักเรียนจะต้องสอบเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ของ Pathway program  ที่มหาวิทยาลัยกำหนด เพื่อเข้าเรียนระดับปริญญาโทของมหาวิทยาลัยในเทอมถัดไป

English Course

หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษาต่างชาติ

เรียนภาษาอังกฤษที่อเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นเป้าหมายของนักเรียนทั่วโลก
เพราะคุณภาพการเรียนการสอนจากสถาบันภาษาต่างๆ เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก
และยังมีตัวเลือกในมุมเมืองต่างๆ มากมาย ซึ่งจะทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ
แตกต่างกันไป และหลักสูตรการสอนของที่อเมริกาก็มีหลากหลาย
โดยสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ในรายละเอียดของโรงเรียนเหล่านี้