• Capital

    London

  • Main Country

    England          Scotland
    Wales              Northern Ireland

  • Area

    Tolal พื้นที่ 242,495 ตารางกิโลเมตร

  • Population

    65.648 ล้านคน (2016)

สหราชอาณาจักร

United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland หรือ สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ตั้งอยู่นอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปยุโรป ประกอบด้วย ประเทศอังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ อยู่ในเกาะบริเตนใหญ่ และประเทศไอร์แลนด์เหนือ ที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะไอร์แลนด์ รวมเป็น 4 ประเทศ

เครือสหราชอาณาจัตรมีการปกครองเป็นแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยใช้ระบบรัฐสภ ลอนดอนถือว่าเป็นเมืองหลวงหลัก ตั้งอยู่ในประเทศอังกฤษ และมีการถ่ายโอนการบริหารไปยังสามประเทศในเครือ ซึ่งมีอำนาจแตกต่างกัน

over 160

universities and colleges

438,000

international higher education students
each year

7 in the top 50

Times Higher Education
World Rankings 2018

90%

of graduates were in work or further study
within six months in 2016

England

ประเทศอังกฤษที่นับว่าเป็นส่วนหนึ่งในเครือสหราชอาณาจักร ก่อร่างสร้างตัวขึ้นจากผู้คนหลากหลายวัฒนธรรม มีอายุกว่า 35,000 ปีล่วงมาแล้ว ชื่อเรียกอังกฤษมาจาก Angles ซึ่งเป็นชนเผ่าหนึ่งในกลุ่มเจอร์มานิค ซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่ทางยุโรปตอนเหนือ อังกฤษกลายเป็นรัฐที่มีความเป็นปึกแผ่นมั่นคงในปี 927 ก่อนมีอิทธิพลเหนือสังคมโลกอย่างกว้างขวางในยุคแห่งการค้นพบ หรือช่วงศตวรรษที่ 15

อัตลักษณ์ซึ่งแสดงถึงอำนาจของอังกฤษ ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ศาสนาคริสต์นิกายแองกลิกันเชิร์ช กฎหมายและระบบรัฐสภาแบบอังกฤษ ซึ่งเป็นพื้นฐานของระบบกฎหมาย การเมืองการปกครองของอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้การปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18 ยังได้พลิกโฉมอังกฤษให้กลายเป็น ผู้นำทางด้านอุตสาหกรรมประเทศแรกของโลกอีกด้วย

แม้อังกฤษจะมีพื้นที่เพียง 130, 395 ตร.กม. แต่เมืองหลวงชื่อดังอย่าง ลอนดอน กลับได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่เขตเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป อังกฤษมีประชากรประมาณ 65 ล้านคน คิดเป็น 84% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในสหราชอาณาจักร และบนพื้นที่ 1 ตร.กม. มีอัตราความหนาแน่นของประชากรสูงถึงเกือบ 400 คน ประมาณหนึ่งในสี่ของประชากรทั้งหมด อาศัยอยู่ในเขตตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีสภาพเศรษฐกิจดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองลอนดอน ซึ่งมีประชากรราว 8.7 ล้านคน ชาวอังกฤษมีอัตราการอ่านออกเขียนได้สูงถึง 99% อันเป็นผลมาจากการศึกษาภาคบังคับตั้งแต่อายุ 5-16 ปี นั่นเอง

Wales

เวลส์ หนึ่งดินแดนแห่งสหราชอาณาจักร เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยตำนานและเสียงเพลง มีชื่อเสียงในด้านวรรณกรรมและศิลปะ ด้วยความงดงามของธรรมชาติ บรรยากาศเรียบง่ายผ่อนคลายที่ผสมผสานกับศิลปะแบบ Celtic อย่างลงตัว ทำให้เวลส์เป็นประเทศที่น่าอยู่เป็นมากประเทศหนึ่ง เวลส์มีเนื้อที่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของพื้นที่ทั้งหมดในสหราชอาณาจักร ครอบคลุมพื้นที่ 20,779 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรเพียง 3.063 ล้านคน (2011) เท่านั้น เมืองหลวงก็คือเมืองคาร์ดิฟฟ์

เวลส์นี้ยังเต็มไปด้วยโรงละครและ แกลอรี่มากมาย รวมทั้งเป็นบ้านเกิดของวงดนตรีชื่อดัง อย่าง Stereophonics และนักเขียนอย่าง Dylan Thomas ที่มีผลงานโด่งดังมากไปถึงประเทศอเมริกาเลยที่เดียว นอกจากนี้ชาวเวลส์เป็นผู้หลงใหลในกีฬาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟุตบอล สนาม Cardiff’s Millenium Stadium จึงเป็นที่เป็นหนึ่งในสนามกีฬาที่ดีที่สุดในโลก และยังเป็นที่จัดการแข่งขัน the FA Cup รอบสุดท้ายในหลายๆ ครั้งอีกด้วย

Scotland

เดิมราชอาณาจักรสกอตแลนด์เป็นประเทศอิสระที่ไม่ขึ้นกับประเทศอังกฤษจนถึง ค.ศ. 1603 เมื่อพระเจ้าเจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์ครองบัลลังก์อังกฤษโดยทรงใช้พระนามว่า พระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ จึงมีผลให้ทั้งสองประเทศมีพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวกัน จึงสามารถเรียกได้ว่าเป็นการรวมราชบัลลังก์ (Union of the Crowns) จึงทำให้สกอตแลนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศสหราชอาณาจักรในที่สุด โดยครอบคลุมพื้นที่หนึ่งในสามทางตอนเหนือของเกาะบริเตนใหญ่ มีพรมแดนร่วมกับประเทศอังกฤษทางทิศใต้ นอกเหนือจากแผ่นดินใหญ่แล้ว สกอตแลนด์ยังมีเกาะอีกกว่า 790 เกาะเลยทีเดียว

เอดินบะระคือเมืองหลวงและนครใหญ่ที่สุดอันดับสองของประเทศ เป็นศูนย์กลางยุคเรืองปัญญาของชาวสกอต และเป็นแหล่งสำรองน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในสหภาพยุโรป และมีเมืองกลาสโกว์เมืองซึ่งใหญ่สุดในสกอตแลนด์เป็นศูนย์กลางทางการเงินและการท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีเมืองอเบอร์ดีนยังเป็นเป็นศูนย์กลางการค้าน้ำมันของยุโรปอีกด้วย ปัจจุบันสกอตแลนด์มีประชาการประมาณ 5.4 ล้านคน ซึ่งการท่องเที่ยวนับเป็นหนึ่งในขุมทรัพย์ที่สำคัญที่สุด เป็นตัวหลักที่นำรายได้มากมายเข้าสู่ประเทศเลยทีเดียว

Northern Ireland

ไอร์แลนด์เหนือเกิดเมื่อปี 1921 เมื่อเกาะไอร์แลนด์ทั้งหมดได้ต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากประเทศอังกฤษ ซึ่งถูกอังกฤษข้ามทะเลไปยึดครองไว้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 การเรียกร้องสำเร็จได้เริ่มจาก ประชาชนชาวชาวไอริส สามารถประกาศตั้ง Irish Free State หรือรัฐเสรีของชาวไอริส ในค.ศ.1920 ซึ่งหมายถึง ดินแดนส่วนใต้ของเกาะไอร์แลนด์ได้สำเร็จ โดยไม่รวม 6 จังหวัดทางภาคเหนือ ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสเตียน นิกายโปรเตสแตนท์ ที่เรียกตัวเองว่า อัลสเตอร์

Irish Free State ได้มีการพัฒนาทางการเมืองของตนเองอย่างเป็นลำดับขึ้น และประกาศสถาปนาตนเองเป็น Republic of Ireland ในปี 1949 ในขณะที่อังกฤษซึ่งมีอำนาจอธิปไตยครบถ้วนทุกประการก็ได้ประกาศก่อตั้ง Nothern Ireland เป็นเขตการปกครองของอังกฤษขึ้นมา โดยมี 6 เมือง อันประกอบด้วย Antrim, Armagh, Down, Fermanagh, Londondery และ Tyrone ซึ่งถือเป็นการแยกประเทศกันกันอย่างชัดเจน แม้ว่าไอร์แลนด์เหนือจะมีรัฐสภาและรัฐบาลของตนเอง แต่ก็อยู่ภายใต้การดูแลของอังกฤษอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันมีประชากรใประมาณ 1.8 ล้านคน

การปกครอง

ระบบการปกครองของสหราชอาณาจักรเป็นแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ซึ่งมีพระบรมราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 เป็นประมุขของประเทศ

รัฐสภาของอังกฤษแบ่งเป็น 2 สภา คือ

  1. สภาขุนนาง (House of Lords)
  2. สภาล่าง (House of Commons)

โดยสมาชิกสภาขุนนาง เป็นขุนนางสืบตระกูลประมาณ 900 คน อีกประมาณ 300 คน เป็นขุนนางตั้งใหม่จากผู้มีความรู้ความสามารถ หรือผู้ประกอบคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ ส่วนสภาล่างมาจากการเลือกตั้งอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี มีประมาณ 600 คน อำนาจการแต่งตั้งรัฐบาล เป็นของสภาล่าง ส่วนสภาสูงมีหน้าที่สำคัญก็คือ การกลั่นกรองกฎหมาย ตรวจสอบระบบการเมือง การปกครองของสหราชอาณาจักร ซึ่งถือว่ามีความมั่นคงในระเบียบการปกครองมายาวนานมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลกเลยทีเดียว

สภาพอากาศ

สภาพภูมิอากาศของสหราชอาณาจักรนั้น จัดอยู่ในประเภทค่อนข้างหนาวและมีความชื้นสูง เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศเป็นเกาะ มีกระแสน้ำอุ่นและน้ำเย็นไหลผ่านทำให้เกิดหมอกหนาแน่นปกคลุมโดยรวม แต่ในบางครั้งทางตอนเหนือจะหนาวมากกว่าทางตอนใต้ และจะมีฝนตกทางภาคตะวันตกมากกว่าทางภาคตะวันออก อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดในช่วงเดือนมกราคมประมาณ 2-4 °C และร้อนที่สุดในช่วงเดือนกรกฎาคม ประมาณ 18-22 °C อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมแล้วสหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่มีความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศค่อนข้างสูง ในบางวันอาจมีสภาพอากาศให้ได้เห็นเกือบทุกรูปแบบก็ว่าได้ อย่างเช้าอากาศหนาว ช่วงสายฝนตก หรือบ่ายก็อากาศร้อนได้ ดังนั้นผู้คนที่อาศัยอยู่จึงต้องเตรียมพร้อมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดังนั้นเราจะเห็นผู้คนพกร่มหรือสวมเสื้อที่มีฮู้ดดี้อยู่โดยทั่วไป

Tube and Rail

ระบบขนส่งมวลชนที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ รถไฟ เพราะการเชื่อมต่อระหว่างเมืองที่มีการพัฒนามาอย่างช้านาน ทำให้เมืองใหญ่เมืองเล็กแทบทุกเมืองเชื่อมถึงกันอย่างต่อเนื่อง กระจายทั่วประเทศ จึงทำให้การเดินทางสะดวกสบายมาก เส้นทางเดินรถไฟสายหลักๆ จะเริ่มจากกรุงลอนดอน และเชื่อมต่อไปถึงเมืองใหญ่ๆ รวมทั้งเมืองเล็กๆ บางแห่ง หากเมืองใดไม่มีรถไปไปถึงก็จะมีเส้นทางถนนเชื่อมต่อไปในจุดย่อยๆ  การให้บริการของรถไฟค่อนข้างแม่นยำตามตารางเวลาที่กำหนดไว้ ทำให้การเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางในอังกฤษตรงต่อเวลามาก นักศึกษาในประเทศอังกฤษยังมีสิทธิ์ขอทำบัตร Rail Card ประเภทนักเรียนเพื่อรับส่วนลดได้อีกด้วย ซึ่งสามารถสมัครได้จากสถานีรถไฟในเมืองใหญ่ๆ ได้ อีกทั้งสามารถซื้อตัว online ได้ ซึ่งบางครั้งหากจองล่วงหน้าก็จะได้ราคาพิเศษอีกด้วย

City Information

เมืองในอังกฤษนั้นเชื่อมโยงต่อกันอย่างเป็นระเบียบ ด้วยวัฒนธรรมที่แสนยาวนาน ทำให้สถานที่ต่างๆ ในอังกฤษนี้ มีเรื่องราวน่าค้นหา งดงาม และทรงคุณค่า และการได้ใช้ชีวิตได้ศึกษาหาความรู้ในประเทศนี้ จะเสริมสร้างแนวทางในการดำรงชีวิตของนักเรียนนักศึกษาในอนาคตได้อย่างมีคุณภาพและศิลปะอย่างแน่นอน

1

London

2

Cambridge

3

Oxford

4

Brighton

5

Portsmouth

6

Bournemouth

7

Torquay

8

Bath

9

Bristol

10

Cardiff

11

Liverpool

12

Manchester

13

Leeds

14

York

15

Newcastle upon Tyne

16

Edinburgh

17

Glasglow

London

ลอนดอน เป็นเมืองหลวงของประเทศอังกฤษ และสหราชอาณาจักร และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสหภาพยุโรป เป็นเมืองที่มีศูนย์กลาง เป็นผู้นำทางธุรกิจ การเงิน การเมือง ความบันเทิง แฟชั่น ศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ การสื่อสาร การบันเทิง แฟชั่น และศิลปะ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นเมืองที่มีอิทธิพลไปทั่วโลก ถือกันว่าเป็นเมืองสากลหลักของโลก ลอนดอนมีประชากรประมาณ 8.7 ล้านคน และประมาณ 12 – 14 ล้านคนถ้ารวมนครหลวงลอนดอนและปริมณฑล ลอนดอนเป็นเมืองที่ประกอบด้วยหลายชนชาติอย่างมาก ประชากรมีความหลากหลายทั้งด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรม ศาสนา และภาษา ถือว่าเป็นเมืองศูนย์รวมความแตกต่างทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

สถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนนิยมไปเช็คอินได้แก่ พระราชวังบักกิงแฮม Buckingham Palace ,หอนาฬิกาบิ๊กเบน Big Ben ,ทาวเวอร์บริดจ์ Tower Bridge, ลอนดอนอาย London Eye ที่รู้จักในชื่อ มิลเลเนียมวีล Millennium Wheel เป็นชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดในทวีปยุโรป มีความสูง 135 เมตร หรือ จะ shopping กับห้างเก่าแก่อย่าง แฮร์รอดส์ Harrods ก็เป็นที่หมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกจริง หากนับสถานที่ท่องเที่ยวก็ต้องบอกว่า นับไม่ถ้วนกันเลยที

Cambridge

เคมบริดจ์ เป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ในอังกฤษ สหราชอาณาจักร และเป็นศูนย์กลางการปกครองของเคมบริดจ์เชียร์ เมืองที่อยู่ห่างจากลอนดอนไปทางเหนือ-ตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 80 กม. และห้อมล้อมไปด้วยเมือง และหมู่บ้านขนาดเล็กจำนวนหนึ่ง เมืองเคมบริดจ์เป็นที่รู้จักมากที่สุดจากการเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มีประชากรกว่าแสนคน โดยเป็นนักเรียนนักศึกษาประมาณ 22,000 คน

เรื่องบรรยากาศการเรียนของเคมบริดจ์นั้นเป็นที่เลื่องลือ แต่ใช้ว่าจะเป็นเมืองที่เครียดเคร่งอยู่กับตัวหนังสือเท่านั้น เคมบริดจ์ยังเป็นที่ตั้งของโรงละคร โรงดนตรีที่เล่นเเละกำกับโดนมืออาชีพ และยังมีโรงละครสำหรับนักเรียนมากมายซึ่งเปิดการแสดงตลอดทั้งปี รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ยังสร้างสีสันให้เมืองโด่งดังไปทั่วโลก เช่น การพายเรือในเเม่น้ำเเคม หรือเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ The Fitzwilliam Museum พิพิธภัณฑ์ของ University of Cambridge ที่ประกอบไปด้วยวัตถุหรือของใช้ต่างๆ เเต่สมัย Ancient Egypt หรือ สำหรับใครที่ชอบศิลปะเเบบ Modern and Contemporary Art ก็สามารถเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ Kettle’s Yard

สำหรับขาช้อปก็สามารถจับจ่ายได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นHigh-end หรือ High-street ไม่ต้องไปไกลถึงลอนดอน เพราะ Grand Arcade ที่นี่มีเเบรนด์ดังๆ มากไปถึง 60 ร้านเลยทีเดียว หรือ The Grafton มีเเบรนด์ต่างๆ ไม่น้อยหน้า เเถมยังมีโรงภาพยนตร์ ร้านอาหารรับรองนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ หรือจะหาซื้อของประดิษฐ์ DIY ก็ไปหาได้ที่ Daily market หรือตลาด Arts & Crafts ที่ Trinity Street ก็มีให้เดินเล่นทุกวันอาทิตย์เลยทีเดียว

Oxford

อ๊อกซฟอร์ด เป็นนครและเมืองหลวงของมณฑลอ๊อกซฟอร์ดเชอร์ของภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอังกฤษ ที่มีประชากรราว 151,000 คน มีแม่น้ำเชอร์เวลล์ และแม่น้ำเทมส์ไหลมาบรรจบกันทางใต้ของตัวเมือง เป็นเมืองที่เงียบสงบ รายล้อมไปด้วยทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่

อ๊อกซฟอร์ดขึ้นชื่อว่าเมืองแห่งการศึกษา มีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก เก่าแก่ที่สุด ของโลก ซึ่งเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก โดยภายในมหาวิทยาลัยก็จะประกอบไปด้วยวิทยาลัยที่เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยมากกว่า 30 แห่ง ซึ่งแต่ละวิทยาลัยก็จะมีความแตกต่างหลากหลายในเรื่องของสาขาวิชาและหลักสูตร อาทิ Balliol College, Christ Church, Hertford College, New College, Worcester College, Trinity College เป็นต้น ประกอบกับระบบการศึกษา คุณภาพการสอน และความทันสมัยของที่นี่ ทำให้เหล่าบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกจำนวนมากเข้ามาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เรียกได้ว่าเป็นเมืองที่เปรียบเสมือนศูนย์กลางแห่งความรู้อย่างแท้จริง

เมืองแห่งการเรียนรู้นี้ นอกจากจะเป็นแหล่งประวัติศาสตร์แล้ว เมืองนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่ชื่อเสียงมากมาย และห้องสมุดที่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพ รวมไปถึงสวนสาธารณะที่เหมาะแก่การนั่งพักผ่อนสบายๆ อีกทั้งเมืองแห่งการเรียนรู้นี้ ยังสามารถผ่อนคลายด้วยการพายเรือเล่นในแม่น้ำเทมส์หรือแม่น้ำเชอร์เวลล์ และสำหรับคนที่ชอบดูละคร อ๊อกฟอร์ดก็มีโรงละครหลากหลายให้เลือกชมไม่ว่าจะเป็น บัลเล่ต์ หรือโอเปร่า อีกทั้งยังมีห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ไนท์คลับ หรือบาร์มากมายเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง และสำหรับคอหนังดัง Harry Potter ไม่ควรพลาด เพราะเมืองนี้ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์โด่งดังแห่งยุคนี้ จะเห็นได้ว่าเมืองนี้มีมนต์ขลังแห่งความรู้ และคลังแห่งความเพลิดเพลินสำหรับทุกคนจริงๆ

Brighton

ไบรตัน เมืองตากอากาศทางริมชายฝั่งทะเลตอนใต้ ที่มีชื่อเสียงของประเทศอังกฤษ ตั้งอยู่ในเทศมณฑลอีสต์ซัสเซกซ์ ที่ไม่ไกลจากลอนดอนเพียงแค่ 50 นาทีโดยรถไฟเท่านั้น ไบรตันได้ขยายเมืองโดยการรวมกับโฮฟ และได้รับสถานะจากการรวมกันให้เป็นเขตปกครองเอกเทศมีองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นระดับเดียวบริหารครอบคลุมทั้งระดับเขตและระดับแขวง ก่อนจะได้ยกระดับขึ้นเป็นเมืองที่มีฐานะเป็นนครในสหราชอาณาจักร ชื่อว่านคร ไบรตันและโฮฟ ปัจจุบันไบรตันมีประชากรประมาณ 289,200 คน

ไบรตันได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวตากอากาศชายทะเลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของอังกฤษ เมื่อพระเจ้าจอร์จที่ 4 แห่งสหราชอาณาจักร ในขณะที่ยังดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าชายจอร์จแห่งเวลส์ ได้เสด็จมาประทับที่ไบรตันอยู่บ่อยครั้ง และทรงมีรับสั่งให้สร้างพระราชวังพาวิลเลียน (Royal Pavilion) ขึ้นที่ไบรตัน ในปี ค.ศ. 1787 โดยมีรูปแบบภายนอกคล้ายกับทัชมาฮาลของอินเดีย แต่ภายในตกแต่งด้วยศิลปะแบบจีน ซึ่งนับว่าเป็นศิลปะที่แตกต่างมากๆ ในยุคสมัย จากนั้นมาไบรตันได้พัฒนาเรื่องแหล่งท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง มีสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมายเช่นโรงแรมแกรนด์ ไบรตัน ซึ่งเป็นโรงแรมเก่าแก่อยู่ติดชายฝั่งทะเลที่สร้างขึ้นในสมัยวิกตอเรีย , ไบรตันพาเลซเพียร์ สิ่งปลูกสร้างยื่นออกไปในทะเลที่มีความสวยงามและถูกจัดเป็นสิ่งก่อสร้างภายใต้การพิทักษ์ของสหราชอาณาจักร อีกทั้งยังมีท่าเรือท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศสอีกด้วย

Link น่าสนใจ www.visitbrighton.com

Portsmouth

พอร์ตสมัท เป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของแฮมป์เชอร์เคาน์ตี ทางชายฝั่งตอนใต้ของอังกฤษ เป็นเมืองเกาะแห่งเดียวในสหราชอาณาจักรตั้งอยู่บนเกาะพอร์ตซีในช่องแคบอังกฤษ อยู่ห่างจากกรุงลอนดอนทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 103 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากเมืองเซาแทมป์ตันทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ 31 กิโลเมตร มีประชากร 207,100 คน มีฐานทัพเรือที่สำคัญที่สร้างมานานหลายศตวรรษ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ได้รับความเสียหายอย่างมากจากการทิ้งระเบิดของเยอรมนี จึงเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ทางการทหารอย่างมาก ซึ่งสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์อันเกรียงไกรของกองทัพเรือที่ Portsmouth Historic Dockyard และพิพิธภัณฑ์ทหารเรือหลวงได้

พอร์ทสมัธ ถือว่าเป็นสวรรค์แห่งการช้อปปิ้ง มีย่านช้อปปิ้งชั้นเยี่ยมถึงสามแห่ง ซิตี้เซ็นเตอร์ของพอร์ทสมัธเป็นแหล่งรวมแบรนด์ดังที่คุณรู้จักดี เพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งในมอลล์ที่คาสเคด และตลาดริมถนนที่มีมานานหลายศตวรรษ เซาท์ซีมีร้านจำหน่ายสินค้ามากมาย พร้อมห้างสรรพสินค้าสองแห่ง หรือไปที่ Gunwharf Quays ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 เพื่อช้อปร้านดีไซเนอร์เอาท์เล็ทมากกว่า 95 ร้าน

พอร์ทสมัธมีแลนด์มาร์คที่น่าสนใจคือ Spinnaker Tower ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นที่สุดในเมืองแห่งนี้ นี่คือหอคอยสังเกตการณ์ที่มีความสูง 170 เมตร นับว่าเป็นจุดศูนย์กลางในการพัฒนา Portsmouth Harbour และยังมีสนามฟุตบอลทีม Portsmouth ที่แฟนฟุตบอลน่าจะพอคุ้นหูคนไทยกันเป็นอย่างดี หากได้ไปสัมผัสกับวัฒนธรรมการเชียร์บอลแบบอังกฤษขนานแท้ที่รับรองได้เลยว่าสนุกสนาน เร้าใจ และประทับใจอย่างไม่รู้ลืม

Bournemouth

บอร์นมัท เป็นเมืองท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมบนชายฝั่งทางตอนใต้ของอังกฤษ มีชายหาดที่ทอดยาวจากเมืองไครสต์เชิร์ชทางตะวันออก ไปจนถึงอาณาเขตติดต่อกับเมืองพูลทางตะวันตก โดยชายหาดมีความยาวกว่า 22 กิโลเมตร และได้ชื่อว่าเป็นชายหาดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในอังกฤษ และสวยอันดับที่ 4 ของยุโรป จากการโหวตของนักท่องเที่ยว เป็นการมีที่พักรวมถึงแหล่งบันเทิงมากมาย และเป็นเมืองตากอากาศที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งในยุโรป มีอากาศที่ดี สะดวกสบาย สามารถเดินทางไปยัง นิวฟอเรสต์ จูแรสซิกโคสต์ เดวอน และดอร์เซต ได้อย่างสะดวกมาก

ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาบอร์นมัทไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคนเลยทีเดียว สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญคือ Bournemouth Oceanarium หรือเมืองใต้ทะเล กิจกรรมบันเทิงยามค่ำคืนของบอร์นมัทมีให้เลือกมากมาย เช่น ชมภาพยนตร์ ดูคอนเสิร์ต และคลับสำหรับนักศึกษา

เมืองบอร์นมัทนี้เป็นเมืองที่ค่าครองชีพต่ำอันดับต้นๆ หากเปรียบเทียบกับเมืองที่ไม่ไกลจากลอนดอน ทำให้คนอังกฤษนิยมมาเกษียนกันที่นี่ และบอร์นมัทยังเป็นศูนย์กลางของการเรียนภาษาอังกฤษ เนื่องจากมีสถาบันสอนภาษาอังกฤษอยู่เป็นจำนวนมาก ทุกปีจะมีนักเรียนชาวต่างชาติหลายพันคนเดินทางมาศึกษาในเมืองนี้เลยทีเดียว

Torquay

ทอร์คีย์ เป็นเมืองชายทะเลตั้งอยู่ในเขตรัฐเดวอน (Devon) ทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอังกฤษ เป็นเมืองที่มีความงดงามจากชายหาดที่ทอดยาวกว่า 22 กิโลเมตร มีแนวต้นปาร์มเรียงรายสวยงาม และมีท่าเทียบเรือที่ถือว่าเป็นเมืองพักผ่อนของคนอังกฤษขนานแท้ อีกทั้งมีอากาศที่อบอุ่น ผู้คนเมืองนี้ก็มีอัธยาศัยดี ถือว่าเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมมากที่สุดเมืองหนึ่ง ทำให้สถานที่แห่งนี้ได้รับขนานนามว่าเป็น Riviera ของประเทศอังกฤษเลยทีเดียว ชายหาดในทอร์คีย์ มีมากมาย ล้วนแต่โดดเด่น เป็นที่นิยมมากมายได้แก่ชายหาด Maidencombe, Watcombe, Babbacombe Beach, Anstey’s Cove,Torre Abbey Sands, Redgate, Corbyn Sands and Institute Beach และ Hollacombe Beach โดย Oddicombe Beach และ Meadfoot Beach ถูกจัดให้อยู่ใน European Blue Flag เมื่อปี 2012 ซึ่งหมายถึงชายหาดทั้งสองเป็นชายหาดที่มีคุณภาพและมีสิ่งแวดล้อมที่ดีเยี่ยมนั้นเอง

นอกจากจะเป็นสถานที่พักผ่อนแล้ว ที่นี่ก็ยังเหมาะสำหรับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างมากอีกด้วย เนื่องจากบรรยากาศ และสภาพแวดล้อมที่ไม่วุ่นวาย เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ และมีความปลอดภัยสูง เมืองนี้จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย

Bath

บาธ เมืองในมณฑลซอมเมอร์เซ็ท ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ บาธตั้งอยู่ห่างจากลอนดอนไปทางตะวันตก 156 กิโลเมตร และจากบริสตอลไปทางตะวันออกเฉียงใต้เพียง 21 กิโลเมตร

บาธมีประชากรทั้งหมดประมาณ 80,000 คน ตัวเมืองตั้งอยู่บนเนินในหุบเขาของแม่น้ำเอวอนในบริเวณที่มีน้ำพุร้อนธรรมชาติ ที่เคยเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของโรมัน ผู้สร้างโรงอาบน้ำโรมัน (Roman Bath) และวัด และตั้งชื่อเมืองว่า “Aquae Sulis” มหาวิหารบาธในเมืองบาธเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระเจ้าเอ็ดการ์ทำพิธีราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์อังกฤษ ในปี ค.ศ. 973. ต่อมาในสมัยจอร์เจียบาธกลายเป็นเมืองน้ำแร่ที่เป็นที่นิยมกันมากซึ่งทำให้เมืองขยายตัวขึ้นมากและมีสถาปัตยกรรมจอร์เจียที่เด่นๆ จากสมัยนั้นที่สร้างจากหินบาธที่เป็นหินสีเหลืองนวล หรือวงเวียนเก่าแก่ขนาดใหญ่ The Circus ที่ประกอบไปด้วยตึกแถวขนาดใหญ่ซึ่งเป็นที่พักอาศัย มีลักษณะเป็นอาคาร 3 ชั้น ที่สร้างล้อมรอบเป็นรูปวงกลม หรือ Pulteney Bridge สะพานเก่าแก่เข้ามแม่น้ำ Avon ใจกลางเมือง ซึ่งสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

เมืองบาธได้รับฐานะเป็นเมืองมรดกโลกในปี ค.ศ. 1987 และมีโรงละคร มีพิพิธภัณฑ์ สิ่งสำคัญทางวัฒนธรรมมากมาย จึงทำให้บาธกลายเป็นเมืองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เมืองบาธมีมหาวิทยาลัยและวิทยาลัย รวมทั้งสถานศึกษาอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวขนานแท้ แรงงานส่วนใหญ่ก็อยู่ในอุตสาหกรรมการบริการ และมีความเจริญเติบโตอย่างมากที่สร้างงานให้แก่ผู้อยู่อาศัยในเมืองบาธเองและบริเวณปริมณฑล

Bristol

บริสตอล เมืองหน้าด่านที่อยู่ในทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอังกฤษ โดยมีประชากรในเขตตัวเมืองประมาณ 449,300 คน เป็นเมืองที่ประชากรมากที่สุดในอันดับ 6 ของอังกฤษและอันดับ 8 ของสหราชอาณาจักร โดยเมืองบริสตอลเป็นหนึ่งในเมืองหลักของอังกฤษตะวันตกเฉียงใต้ ในอดีตเป็นเมืองเป็นเมืองท่า และเป็นศูนย์กลางการค้าทาสเเต่ดั้งเดิม ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองบริสตอลได้รับความเสียหายอย่างมาก แต่ในปัจจุปันเป็นแหล่งที่ตั้งโรงงานมากมายมา รวมถึงเครื่องบินโดยสารความเร็วเหนือเสียงคองคอร์ดก็ได้ก่อสร้างที่เมืองนี้

บริสตอลจึงเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวามากที่สุดแห่งหนึ่งในสหราชอาณาจักร มีงานศิลปะ มีเทศกาลนานาชาติ และสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย มีสะพานแขวนคลิฟตันเป็นแลนด์มาร์คของเมือง มีแม่น้ำเอวอนซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของบริสตอลเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมต่างๆ ไว้ เป็นสถานที่จัดเทศกาลประจำปี Bristol Harbour Festival ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในสหราชอาณาจักร เป็นที่ตั้งของเรือกลไฟ SS Great Britain ที่เปิดให้ผู้คนศึกษาเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้นในท้องทะเล

ใจกลางเมืองก็มีตลาดเซนต์นิโคลัส ที่รวบรวมร้านค้ามากมาย ที่มีขายตั้งแต่แผ่นเสียงเก่า เครื่องประดับทำมือ และร้านขายเครื่องแต่งกายผู้ชาย และถ้ามาที่นี่ในวันพุธเลือกซื้อผักผลไม้สดจากไร่ หรือเบียร์ท้องถิ่นจากโรงหมัก Butcombe และ Zerodegrees เมืองนี้ยังมีเทศกาลบอลลูนนานาชาติบริสตอล เป็นเทศกาลบอลลูนที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และเทศกาลหุ่นกระบอกบริสตอลอีกด้วย

Cardiff

คาร์ดิฟฟ์ เป็นทั้งเมืองหลวง เมืองที่ใหญ่ที่สุด มีประชากรราว 336,200 คน เป็นศูนย์กลางการค้า ศูนย์กลางวัฒนธรรม และกีฬาแห่งชาติ เป็นที่ตั้งของสื่อแห่งชาติเวลส์ เป็นที่ตั้งของสภาแห่งชาติเวลส์ หรือจะเหมารวมเลยก็ได้ว่า คาร์ดิฟฟ์คือหัวใจเป็นของทุกสิ่งทุกอย่างของประเทศเวลส์ก็ว่าได้ คาร์ดิฟฟ์ก่อตั้งเป็นเมืองใน ค.ศ. 1905 เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำ Taff ในยุคโรมัน และสถาปนาเป็นเมืองหลวงของเวลส์อย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ. 1955

คาร์ดิฟฟ์เป็นเมืองที่น่าหลงใหลซึ่งผสมผสานสถานที่สำคัญต่างๆ จากยุคกลาง มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับ 2,000 ปี เข้ากับภูมิทัศน์เขียวสดงดงาม และเขตบันเทิงสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ที่มีความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยว มีแหล่งท่องเที่ยวหลักสามารถเดินเท้าสำรวจใจกลางเมืองคาร์ดิฟได้ง่าย เพราะเป็นเมืองขนาดกะทัดรัด สามารถชมปราสาทคาร์ดิฟฟ์จากยุคกลางที่เป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมโรมันและนอร์มันที่น่าทึ่ง มีสวนสาธารณะ Bute และสวน Alexandra ที่งดงาม ยังมีแหล่งศึกษาความเป็นมาของเวลส์ได้ที่สวนสาธารณะ Cathays หรือจะเรียนรู้ประวัติศาสตร์เมืองที่พิพิธภัณฑ์ Cardiff Story ก็ได้ สถานที่ท่องเที่ยวอีกที่พลาดไม่ได้ก็คือ อ่าวคาร์ดิฟฟ์

Liverpool

ลิเวอร์พูล ตั้งอยู่ทางตะวันออกของปากน้ำเมอร์ซีย์ Mersey Estuary ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษมีประชากรทั้งหมดประมาณ 435,500 คน ก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1207 ในประวัติศาสตร์ลิเวอร์พูลเป็นเมืองท่าที่สำคัญ มีความรุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีต เป็นจุดติดต่อค้าขายกับแคริบเบียน, ไอร์แลนด์ และแผ่นดินใหญ่ยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และยิ่งเติบโตมากขึ้นในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 กว่า 40% ของการค้าขายในโลกต้องผ่านเมืองท่าลิเวอร์พูล จึงทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นเมืองสำคัญที่สุดเมืองหนึ่งของอังกฤษ

ผู้ที่มาจากลิเวอร์พูลมักจะเรียกกันว่า “ลิเวอร์พัดเลียน” Liverpudlians หรือ “สเกาส์” Scouse ใช้เรียกสำเนียงท้องถิ่น การที่เป็นเมืองท่าทำให้ประชากรของลิเวอร์พูลมีความแตกต่างกันทางเชื้อชาติที่มาจากที่ต่างๆ ซึ่งโดยส่วนมากมาจากไอร์แลนด์นั่นเอง

เดอะบีทเทิลส์ตำนานนักร้องชื่อก้องโลก ทำให้ลิเวอร์พูลเป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งสามารถเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์บีทเทิลส์ สตอรี่ เพื่อเรียนรู้ชีวิตของนักดนตรีชื่อดังระดับโลกว่ามีจุดเริ่มต้นในเส้นทางดนตรีอย่างไร และสำหรับคอบอลการได้มาเยือน แอนฟิลด์ สนามฟุตบอลระดับประวัติศาสตร์ ก็เป็นอะไรที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง และในปี ค.ศ. 2004 บริเวณหลายบริเวณในตัวเมืองก็ได้รับฐานะเป็นมรดกโลก โดยขนานนามว่า Liverpool Maritime Mercantile City อีกทั้งในปี ค.ศ. 2008 ลิเวอร์พูลก็ได้รับตำแหน่งให้เป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปอีกด้วย

Manchester

แมนเชสเตอร์ เมืองทางตอนเหนือแห่งนี้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุดเมืองหนึ่งของอังกฤษ ขึ้นชื่อเรื่องฟุตบอล แหล่งท่องราตรี อุตสาหกรรม สถาปัตยกรรมอาคารสไตล์วิคตอเรียนกอธิค และแกลเลอรี่งานศิลปะ มีประชากรประมาณ 5 แสนคน

แมนเชสเตอร์รุ่งเรืองมาจากการผลิตสิ่งทอในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม ศตวรรษที่ 19 และขยายตัวอย่างรวดเร็วจนพัฒนากลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมแห่งแรกๆ ของโลก เป็นเมืองที่มีวิทยาการทันสมัย เป็นเมืองธุรกิจ และวัฒนธรรม ที่นี่มีอะไรหลายอย่างน่าสนใจให้เที่ยวชม ไม่ว่าจะเป็นการแข่งฟุตบอล งานเทศกาล และนิทรรศการต่างๆ ชาวแมนเชสเตอร์ที่เรียกว่า “แมนคูเนียน” ชอบการช้อปปิ้ง ปาร์ตี้ และอาหาร ดังนั้นเมืองนี้จึงเต็มไปด้วยร้านค้า และมีแหล่งท่องราตรีมากมายเพื่อรองรับแฟนบอลที่มาชมฟุตบอลในแต่ละสัปดาห์นับแสนคน

เมืองแห่งฝนนี้ มีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของเมืองในอดีต โกดังเก่าที่ถูกนำมาดัดแปลง สถาปัตยกรรมเก่าแก่ มีให้เห็นอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลากลางแมนเชสเตอร์ที่ตั้งอยู่บนจัตุรัสอัลเบิร์ต และหอสมุด John Rylands บนถนนดีนส์เกต เป็นสถานที่ไม่ควรพลาด หรือสามารถเรียนรู้ประวัติทางวิทยาศาสตร์จาก พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญในการปฏิวัติอุตสาหกรรมของเมืองแมนเชสเตอร์ ซึ่งเป็นที่แรกที่นักวิทยาศาสตร์ทำการแยกอะตอม

Leeds

ลีดส์ เป็นเมืองในเวสต์ยอร์กเชียร์เคาน์ตีของอังกฤษ ลีดส์เป็นเมืองหนึ่งในเมืองที่มีชีวิตชีวาที่สุดทางภาคเหนือ เป็นศูนย์กลางการค้า กฎหมาย และการให้บริการด้านการเงิน ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแอร์ มีประชากรกว่า 781,700 คน ซึ่งแต่ก่อนนี้ลีดส์เคยเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่น่าเบื่อ แต่ปัจจุบันเต็มไปด้วยเทศกาลงานสร้างสรร บรรยากาศริมน้ำที่มีชีวิตชีวา และถนนคนเดินที่มีร้านค้า และร้านอาหารเรียงราย

ใจกลางเมืองลีดส์คือสวรรค์ของนักช้อป ถนนหลายสายจัดเต็มไปด้วยร้านค้าปลีกมากมาย ตั้งแต่ศูนย์การค้า ร้านค้าระดับไฮเอนด์ หรือร้านเสื้อผ้าอิสระจากดีไซน์เนอร์ท้องถิ่น หลายร้านตั้งอยู่ในอาคารเก่าแก่สมัยเอ็ดเวิร์ด และวิคตอเรียที่บูรณะขึ้นใหม่ นอกจากนี้ลีดส์ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมหลายแห่ง มีสถาปัตยกรรมสุดอลังการรอบๆ จัตุรัสประจำเมือง และจัตุรัสมิลเลนเนียม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประติมากรรมสมัยศตวรรษที่ 20 มีสถานที่พิเศษมากมายอย่างพิพิธภัณฑ์เมืองลีดส์ที่สามารถย้อนรอยประวัติศาสตร์ชมวัตถุโบราณได้ หรือพิพิธภัณฑ์ The Royal Armouries ซึ่งเก็บรวบรวมชุดเกราะและอาวุธไว้มากกว่า 8,500 ชิ้น

York

ยอร์ก อยู่ในมณฑลยอร์กเชียร์ แถบตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ มีประชากรราว 2 แสนคน เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญมากใน เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการรบ ยอร์กรายล้อมด้วยกำแพงเมืองจากยุคกลาง และขนาบข้างด้วยของแม่น้ำอูส ใจกลางเมืองจะพบกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แทรกไปด้วยบ้านเรือนกึ่งไม้โบรานอยู่ทั่วไปในบริเวณต่างๆ สลับกับร้านขายสินค้าบูติค และร้านเหล้าอายุหลายศตวรรษ นับว่าเป็นเมืองที่มีเสน่ห์อย่างมาก

เมืองยอร์กอักแน่นไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจ เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสวยงาม เเละเก่าเเก่อย่างมากหลายเเห่งด้วยกันอย่างที่ มหาวิหารยอร์ก ที่ความสง่างามจากสถาปัตยกรรมในยุคกลาง ส่วน หอคอยคลิฟฟอร์ด หรือปราสาทยอร์ก ก็มีความเก่าเเก่เพราะสร้างมาตั้งเเต่สมัยพระเจ้าวิลเลียมที่หนึ่ง ซึ่งบนยอดของหอคอยจะสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของยอร์กในมุมสูงอีกด้วย ส่วนโบสถ์ยุคกลางอย่าง มหาวิหารเซนต์แมรี่นั้นก็มีความสวยงามไม่แพ้กัน

นอกจากจะมีพิพิธภัณฑ์ต่างๆ มากมาย เพื่อบอกเล่าเรื่องราวอารยธรรมของชาวไวกิ้งแล้ว ยอร์คยังเป็นเมืองที่มีเเหล่งช้อปปิ้งที่พลาดไม่ได้ ถนนชื่อดังอย่าง The Shambles ที่จะเต็มไปด้วยร้านค้าบูติกมากมาย หรือจะอัญมนีอย่าง Stonegate และผับ บาร์ต่างๆ โดยมีที่น่าสนใจมากก็เห็นจะเป็น Ye Olde Starre Inne ที่มีอายุกว่า 400 ปีมาเเล้ว ส่วนที่ตลาดนิวเกต ก็เป็นแหล่งอาหาร ผลไม้สดๆ รวมทั้งงานฝีมือ เเละบรรดาเครื่องหนังด้วย

Newcastle upon Tyne

นิวคาสเซิลอะพอนไทน์ ซึ่งนิยมเรียกย่อว่า นิวคาสเซิล ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ เมืองนิวคาสเซิลตั้งอยู่บนริ่มฝั่งแม่น้ำไทน์ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ เป็นศูนย์กลางของการค้าขนแกะ และเป็นเหมืองถ่านหินอันดับต้นของประเทศ ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 นิวคาสเซิลเป็นที่รู้จักในชื่อของเมืองต่อเรือ โดยเป็นศูนย์กลางการต่อเรือที่สำคัญของโลกแห่งหนึ่ง แต่ในปัจจุบันอุตสาหกรรมต่อเรือไม่ได้เป็นที่นิยมอีกต่อไป โดยตัวเมืองกลายเป็นแหล่งวัฒนธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศแทน

สัญลักษณ์ที่สำคัญของเมืองได้แก่ นิวคาสเซิลบราวน์เอล เบียร์ชื่อดังของเมือง สโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิลยูไนเต็ด สโมสรฟุตบอลชั้นนำในพรีเมียร์ลีก และสะพานไทน์ สำหรับคนที่ชอบศึกษาประวัติศาสตร์ นิวคาสเซิลก็มีโรงงานโบราณและสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลให้ชื่นชมกันอย่างเต็มอิ่ม มีมหาวิหารนิวคาสเซิลซึ่งเป็นโบสถ์เก่าแก่ และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง แต่หากต้องการเรียนรู้เรื่องความเป็นมาของเหล่านักโทษที่ถูกส่งมาทำงานเหมือง ซึ่งเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่ได้อาศัยในพื้นเขตนี้ ก็สามารถเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์นิวคาสเซิล ศูนย์วัฒนธรรมล็อคอัพ เพื่อเข้าไปซึมซับบรรยากาศของคุกสมัยศตวรรษที่ 19 ที่พรั่งพร้อมด้วยห้องบุนวม ลานออกกำลังกาย และเรื่องราวในอดีต ภายในนี้คุณจะได้ชื่นชมนิทรรศการจากศิลปินท้องถิ่นไปพร้อมๆ กัน และถ้าหากยังไม่จุใจกับงานศิลป์ คุณยังสามารถแวะไปที่หอศิลป์นิวคาสเซิลได้ ที่นี่จัดแสดงผลงานชั้นยอดจากต่างประเทศมาให้ชมอยู่เสมอๆ

นิวคาสเซิลมีจำนวนประชากรประมาณ 296,500 คน มีลักษณะนิสัยใจคอของชาวเมืองที่รักสนุก ไม่เคร่งเครียด แต่ถึงอย่างไรเมืองแห่งนี้ก็มีมหาวิทยาลัยอยู่ 2 แห่ง กล่าวคือมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล และ มหาวิทยาลัยนอร์ททัมเบรียนิวคาสเซิล แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจด้านการศึกษาอีกด้วย

Edinburgh

เอดินบะระ หรือ เอดินเบิร์ก เมืองหลวงของสก็อตแลนด์แห่งนี้ เต็มไปด้วยแหล่งสะสมอารยธรรม ที่ทำให้ทุกมุมเมืองมีความงดงามและโดดเด่น น่าท่องเที่ยว มีทั้งสวนสาธารณะ บนพื้นที่สีเขียวขจี และสิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรม ที่อยู่รวมกันอย่างมีนัยยะเชิงวัฒนธรรม มีประชากรประมาณ 464,990 คน แต่มีนักท่องเที่ยวหลายล้านคนได้ในแต่ละปีที่ถูกดึงดูดเข้ามาในเมืองแห่งนี้

เอดินบะระ ตั้งอยู่ใกล้กับภูเขาไฟที่ได้มอดไปนานแล้วหลายลูก นอกจากนี้ยังอยู่ในบริเวณยอดเขาทั้งเจ็ด มีทัศนียภาพงดงามตามภูมิทัศน์ของธรรมชาติอันน่าชม เมืองนี้มีสิ่งที่คอยสร้างความประทับใจต่อผู้คนหลายอย่าง เช่น อาคารยุคกลางของเขตเมืองเก่า และถนนสไตล์จอร์เจียนที่กว้างใหญ่ และยังมีบ้านเรือนหลังใหญ่ที่อยู่ในเขตเมืองใหม่ (นิวทาวน์) ด้วย เอดินบะระได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในปี 1995

สถานที่ท่องเที่ยวที่ความงดงามและมีชื่อเสียงมาช้านานก็คือ ปราสาทเอดินบะระ ปราสาทนี้ทำหน้าที่เป็นป้อมปราการตั้งอยู่บนภูเขาไฟเก่าแก่ เพื่อป้องกันเมืองจากการถูกโจมตี ซึ่งปัจจุบันเป็นอนุสรณ์ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

เอดินบะระยังได้ชื่อว่าเป็น “เมืองที่เป็นมิตรกับเด็ก” The Child Friendly City เนื่องจากภายในเมืองมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะสำหรับเด็กมากมาย เช่น พิพิธภัณฑ์วัยเด็ก และพิพิธภัณฑ์เรื่องเล่าของผู้คน Museum of Childhood and People’s Story สวนสัตว์ที่มีศูนย์การศึกษาที่เคลื่อนไหวได้จริง Dynamic Education Centre โลกแห่งผีเสื้อและแมลง Butterfly & Insect World และโลกทะเลลึก Deep Sea World

Glasgow

กลาสโกว์ เมืองที่ใหญ่ที่สุดของสกอตแลนด์ มีชื่อเสียงด้านวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม อาหาร การแสดงดนตรีสด และกีฬา ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำไคลด์ไปทางทิศตะวันตกของเมืองหลวงเอดินบะระ อดีตเป็นเมืองอุตสาหกรรม เป็นเมืองใหญ่ในสหราชอาณาจักรที่มีความเจริญรุ่งเรือง และล้ำหน้ามากที่สุดเมืองหนึ่ง จากการเป็นเมืองท่าใหญ่ของมหาสมุทรแอตแลนติก และยิ่งก้าวหน้าจากอุตสาหกรรมเหล็ก การต่อเรือ และยานยนต์ในศตวรรษที่ 19 ในที่สุดกลาสโกว์กลายเป็นเมืองที่สามของยุโรปที่มีจำนวนประชากรเกินหนึ่งล้านคน รองจากลอนดอน และปารีส กลายเป็นเมืองสำคัญอันดับสองของสหราชอาณาจักรรองจากลอนดอน

แต่ในปัจจุบันกลาสโกว์ คือสถานที่รวบรวมวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศ ชาวกลาสโกว์มีประมาณ 615,070 คน ขึ้นชื่อว่ามีมนุษยสัมพันธ์ดี ชื่นชอบการฟังดนตรีสด และดูฟุตบอล

ใจกลางเมืองกลาสโกว์ไม่ใหญ่นัก สามารถเดินเที่ยวได้ทั่ว ระบบขนส่งสาธารณะก็สะดวก เริ่มต้นจากจัตุรัสจอร์จที่กว้างขวาง มีรูปปั้นและอาคารขนาดใหญ่มากมาย วิหารกลาสโกว์ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์กอทิก หรือพิพิธภัณฑ์ก็มีให้เลือกมากกว่า 20 แห่ง เช่น The Hunterian พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ Kelvingrove และหอศิลปะสมัยใหม่ แต่ละแห่งล้วนมีรูปแบบและประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันไป

Education System

ระบบการศึกษาประเทศอังกฤษ

สหราชอาณาจักร และประเทศอังกฤษ แบ่งระบบการศึกษาออกเป็น 4 ระดับ
คือ ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา
การศึกษาภาคบังคับอยู่ระหว่างช่วงอายุ 5-16 ปี
นักเรียน 95% ของอังกฤษจะเรียนในโรงเรียนรัฐบาล
ส่วนนักเรียนต่างชาติมีสิทธิ์ลงเรียนในโรงเรียนเอกชนเท่านั้น

Term Date

ภาคการศึกษาของอังกฤษเริ่มต้นประมาณปลายเดือนกันยายน หรือต้นเดือนตุลาคม และสิ้นสุดประมาณปลายเดือนมิถุนายน หรือต้นเดือนกรกฎาคมของปีถัดไป แบ่งออกเป็น 3 เทอมได้แก่
เทอม 1 (Autumn Term)  ปลาย ก.ย. – กลาง ธ.ค.
เทอม 2 (Spring Term)  กลาง ม.ค. – ปลาย มี.ค.
เทอม 3 (Summer Term) ปลาย เม.ย. – ต้น ก.ค.

  • HIGHER EDUCATION

    การศึกษาในระดับปริญญาตรีส่วนใหญ่เป็นหลักสูตร 3 ปี ยกเว้นบางสาขาวิชา ปริญญาโทใช้เวลาเรียนประมาณ 1-2 ปี และปริญญาเอกใช้เวลาเรียนรวม 3-4 ปี

  • A-LEVEL

    นักเรียนที่ต้องการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา มักเลือกศึกษาต่อในระบบจนอายุ 18 ปี ส่วนมากเลือกเรียนในระดับ A-levels 2 ปี (ในสก็อตแลนด์คือระดับ National Qualifications at Higher/Advanced Higher Level) หรือเลือกศึกษาต่อในหลักสูตร International Baccalaureate (IB) ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในระดับสากล อีกทางเลือกหนึ่งคือ หลักสูตรวิชาชีพ

  • SECONDARY SCHOOL

    เปิดรับนักเรียนตั้งแต่อายุ 11-16 ปี เรียนวิชาพื้นฐานจนถึงอายุ 14 ปี เมื่ออายุครบ 14 ปี นักเรียนจะได้เรียนในวิชาหลัก และวิชาเลือกรวม 8-12 วิชา และต้องสอบให้ผ่านอย่างน้อย 5 วิชา เพื่อรับวุฒิ GCSE เมื่ออายุครบ 16 ปีนักเรียนสามารถเลือกศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาต่ออีก 2 ปี เพื่อรับวุฒิ GCE-A Levels เตรียมเข้ามหาวิทยาลัย หรือออกจากระบบ เพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับอาชีวศึกษาก็ได้

  • PRIMARY SCHOOL

    โรงเรียนส่วนใหญ่เปิดรับนักเรียนตั้งแต่อายุ 5 ขวบ และสิ้นสุดเมื่อนักเรียนอายุครบ 11 ปี การเรียนการสอนเน้นเนื้อหาวิชาหลักที่จำเป็น พร้อมกับเน้นการพัฒนาทักษะด้านการเขียนและตัวเลข

  • NURSARY SCHOOL

    หลักสูตรก่อนวัยเรียน เริ่มต้นเมื่ออายุ 3-4 ขวบ โรงเรียนส่วนใหญ่จะเปิดรับนักเรียนต่างชาติเมื่ออายุ 7 ขวบ และส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนประจำ

Secondary Education

การเรียนมัธยมในประเทศอังกฤษ

ในอังกฤษกฏหมายบังคับให้เด็กอายุ 4-16 ปี ต้องเรียนหนังสือทุกคน โดยมัธยมศึกษาเริ่มตั้งแต่อายุ 11-16 ปี นั้นเอง ซึ่งโรงเรียนที่มัธยมจะมีแบ่งเป็นประเภทหลักๆ ได้แก่ โรงเรียนรัฐบาล และโรงเรียนเอกชน ซึ่งโรงเรียนรัฐบาลในอังกฤษนั้นไม่สามารถรับนักเรียนต่างชาติเข้าเรียนได้ ดังนั้นนักเรียนต่างชาติจะต้องเข้าเรียนได้เฉพาะโรงเรียนเอกชนเท่านั้น หรือที่เราเคยได้ยินกันว่า Independent schools (โรงเรียนเอกชน), boarding school (โรงเรียนประจำ) หรือ international schools (โรงเรียนนานาชาติ)

ระบบโรงเรียนประจำในอังกฤษนั้น สำหรับนักเรียนที่มีอายุน้อย จะต้องอยู่ในกฏเกณฑ์ที่เข้มงวด และจะถูกฝึกฝนให้มีความรับผิดชอบในการทำประโยชน์ให้กับหอพัก ส่วนนักเรียนที่มีอายุมากกว่าจะได้รับการฝึกฝนให้มีภาวะผู้นำ รวมถึงจะมีความเป็นอิสระมากว่าเด็กเล็ก โดยแบ่งชั้นเรียน Key Stage ได้ตามนี้

  • อายุ 11-14 ปี จะเรียนใน KEY STAGE 3 (Year 7, Year 8, Year 9) 
    บางโรงเรียนอาจจะเรียกว่า Middle School หรือง่ายๆ คือมัธยมต้นนั่นเอง
  • อายุ 14-16 ปี จะได้เรียนใน KEY STAGE 4 ( Year 10, Year 11) 
    ระดับนี้จะถือว่าเป็นชั้นมัธยมปลาย หรือ High school นั่นเอง โรงเรียนจะสอนให้นักเรียนเตรียมตัว
    เพื่อสอบ เป็นการสอบทั่วประเทศ ที่เรียกว่า GCSE นั้นเอง
GCSE

General Certificate of Secondary Education

เป็นการสอบที่นักเรียนจะต้องสอบตอน Year 11 วิชาบังคับได้แก่ Math, Science, and English ส่วนวิชาอื่นๆ ที่ไม่บังคับ อย่างเช่น การออกแบบและเทคโนโลยี การสื่อสารและเทคโนโลยี สารสนเทศ ศิลปะ การออกแบบ เทคโนโลยี่ ดนตรี กีฬา ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ บริหารธุรกิจ และภาษาต่างประเทศ ฯลฯ โดยผลการสอบจะแบ่งเป็น 7 ระดับ คือ Grade A, B, C, D, E, F, G ผู้ที่สอบได้ Grade C ขึ้นไป อย่างน้อย 5 วิชา จึงจะถือว่าสอบผ่าน GCSE เพื่อใช้ผลการสอบในการสมัครเรียนต่อใน sixth form ต่อไป

หากนักเรียนจะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา (ปริญญา) จะต้องศึกษาต่ออีกประมาณ 2 ปี ในระดับ A Level (Advanced Level) หรือเลือกศึกษาต่อในหลักสูตร International Baccalaureate (IB) ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในระดับสากล และอีกทางเลือกหนึ่งก็คือ หลักสูตรวิชาชีพนั้นเอง

A Level

Cambridge International Advanced Level

เป็นการสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทางวิชาการของ มีวิชาให้เลือกกว่า 50 วิชา ส่วนใหญ่นักศึกษาในระดับ A Level จะลงเรียนเพียง 3-5 วิชา เป็นหลักสูตรที่ใช้ระยะเวลาเรียน 2 ปี เพื่อที่จะได้ศึกษาแต่ละวิชาอย่างลึกซึ้งวิชาที่นักศึกษาเลือกเรียนมักจะเกี่ยวข้องกับหลักสูตรหรือสาขาที่ต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ผลการสอบ A Level มี 5 ระดับ คือ A, B, C, D, E แต่ระดับที่ได้ทั้ง 5 ถือว่าสอบผ่านทั้งหมด อย่างไรก็ตาม นักเรียนต้องมีผลการเรียนในระดับ C อย่างน้อย 3 วิชา เพื่อยื่นให้มหาวิทยาลัยพิจารณา โดยมหาวิทยาลัยบางแห่งอาจรับเฉพาะผู้ที่ได้คะแนนระดับ A และ B เท่านั้น

ในปีแรกของ A level นั้นจะเรียกว่า AS level หรือ Advanced Subsidiary Level ซึ่งนักเรียนสามารถสอบเพื่อขอวุฒิ AS เพื่อนำวุฒินี้ไปสมัครเรียนต่อในระดับวิชาชีพ หรือมหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งได้ และเมื่อเรียนจบในปีที่ 2 นักเรียนจะต้องสอบ A level เพื่อนำคะแนนไปยื่นเข้ามหาวิทยาลัยต่อไปทั้งในประเทศอังกฤษ และต่างประเทศได้ โดยประเทศที่รองรับหลักสูตร AS และ A-Level ได้แก่ United Kingdom, Nepal, Pakistan, Brunei, Malaysia, Mauritius, Singapore, Sri Lanka, India, Hong Kong และอื่นๆ อีกมากมาย

IB

The International Baccalaureate

IB Diploma เป็นประกาศนียบัติทางด้านวิชาการระดับมัธยมศึกษาตอนปลายอายุระหว่าง 16 ถึง19 ปี ให้มีความพร้อมในการเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยในทุกประเทศ หลักสูตรดังกล่าวเป็นหลักสูตรเข้มข้นโดยใช้เวลาเรียน 2 ปี หลักสูตรของ International Baccalaureate จะประกอบไปด้วย 6 วิชาหลักๆ ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาที่สอง วิทยาศาสตร์เชิงการทดลอง ศิลปะ เลข และวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ นอกจากนี้นักเรียนจะต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมอาสาพัฒนาชุมชน กิจกรรมกีฬา และงานสร้างสรรค์ทางศิลปะอีกด้วย โดยแก่นแท้ของหลักสูตรนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 องค์ประกอบใหญ่ๆ ได้แก่

  • การเขียนเรียงความอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะมีการสอนเขียนเรียงความมากถึง 4,000 คำต่อหนึ่งเรื่องในหัวข้อที่นักเรียนสนใจ
  • มีการใช้ทฤษฎีการเรียนรู้ การประยุกต์ใช้ปรัชญาความเข้าใจ และธรรมชาติการเรียนรู้ของนักเรียน โดยที่มุ่งเน้นการสอนตามทักษะที่เหมาะสมของนักเรียนแต่ละคน
  • เน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ การลงมือทำ และการให้บริการ โดยนักเรียนจะต้องร่วมมือกับกิจกรรมต่างๆ อาทิเช่น ศิลปะ กีฬา และอาสาพัฒนาชุมชน

หลักการเรียนรู้ทั้ง 3 ส่วน เป็นภาคบังคับของหลักสูตร และเป็นหลักปรัชญาของหลักสูตร IB เพื่อสร้างนักเรียนที่มีความรู้ ทักษะการใช้ภาษา บุคลิกภาพที่ดี รวมถึงให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการแบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่นในสังคมอีกด้วย

International School

โรงเรียนมัธยมในสหราชอาณาจักร

โรงเรียนในประเทศอังกฤษที่สามรถรับนักเรียนต่างชาติได้นั้น จะเป็นโรงเรียนนานาชาติที่มีหอพักสำหรับนักเรียน โดยมีกฎระเบียบที่เคร่งครัด และมีความปลอดภัยสูงมาก เพราะมีระบบ Guardian คอยดูแลนักเรียนอีกด้วย ทั้งมีกิจกรรมเสริมการเรียนหลังเลิกเรียนสำหรับนักเรียน เช่นกีฬา ดนตรี และชมรมต่างๆ อย่างมากมาย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีวินัย สร้างความกล้าแสดงออก และการมีส่วนร่วมกับสังคมได้เป็นอย่างดี โดยหลักสูตรที่นิยมสอนใช้กันได้แก่ Cambridge ของประเทศอังกฤษ หรือหลักสูตร IB Diploma และบางโรงเรียนยังสอนหลักสูตรวิชาชีพ BTEC ควบคู่ไปอีกด้วย

 
Bachelor

เรียนปริญญาตรีในประเทศอังกฤษ

มหาวิทยาลัยในอังกฤษมีที่มีชื่อเสียงระดับโลกมากมาย ด้วยระบบการศึกษาที่ยอดเยี่ยมที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลกทำให้มีนักเรียนต่างชาตินิยมมาเรียนปริญญาตรีในอังกฤษเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จะใช้เวลาเรียนปริญญาตรี 3 ปี แต่มีบางสาขาเช่น วิศวกรรมศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ จะเรียนมากกว่า 3 ปี โดยนักเรียนที่จะเข้าเรียนปริญญาตรีในอังกฤษจะต้องจบวุฒิมัธยมขั้นสูงของอังกฤษเช่น ระบบ Cambridge โดยต้องมีคะแนน A Level หรือ คะแนนในจากระบบ IB (International Baccalaureate) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันแพร่หลายในโรงเรียนอินเตอร์ชั้นนำทั่วโลก โดยการเรียนสมัครเข้าเรียนปริญญาตรีของอังกฤษนั้น จะสมัครผ่านระบบ UCAS (Universities and Colleges Admissions Service) ซึ่งจะนักเรียนสามารถเลือกสมัครได้ทุกมหาวิทยาลัยในอังกฤษเลยทีเดียว โดยสามารถเลือกได้ 4 มหาวิทยาลัยการสมัคร 1 ครั้ง

Ranking

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร

หลักเกณฑ์ในการจัด Ranking โดยมากแบ่งออกเป็นองค์ประกอบสำคัญดังนี้

  1. Entry Standards คือมาตรฐานในการสอบเข้า และการรับนักศึกษาเข้าเรียนต่อ ซึ่งแน่นอนว่ามหาวิทยาลัยที่รับการจัดอันดับอยู่ต้นๆ จะมีเกณฑ์การรับเข้าด้วยมาตรฐานที่สูง
  2. Student Satisfaction คือความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อตัวมหาวิทยาลัย จะรวมถึงการดูแลเอาใจใส่จากอาจารย์ และบุคลากร หมายความว่าหากคะแนนยิ่งสูงแสดงว่าสถาบันมีการดูแลนักศึกษาที่ดี
  3. Research Assessment/ Research Quality คือคุณภาพของงานวิจัย ซึ่งจุดชี้ถึงคุณภาพของอาจารย์ผู้สอน และคุณภาพของฐานข้อมูลทางวิชาการที่นำมาใช้ประกอบการสอน
  4. Graduate Prospects คืออัตราการเรียนต่อ หรือการรับเข้าทำงานจากบริษัทต่างๆ หลักจากเรียนจบ ยิ่งถ้ามหาวิทยาลัยได้รับการให้คะแนนที่สูง จะสามารถการันตีคุณภาพหลังจบการศึกษา
Foundation Program

หลักสูตรเตรียมความพร้อมสำหรับปริญญาตรี

เป็นโปรแกรมสำหรับจากประเทศอื่นนอกเกาะอังกฤษ รวมถึงนักเรียนที่จบมัธยมศึกษาจากประเทศไทยหรือได้วุฒิการศึกษา IGCSE จากระบบ Cambridge นักเรียนจำเป็นจะต้องเข้าเรียน Foundation Program ในสาขาที่ต้องการเรียนปริญญาตรีก่อน ประมาณ 1 ปี เพื่อปูพื้นฐานและทักษะต่างๆ ให้เพียงพอก่อนที่จะเข้าเรียนปี 1 ในมหาวิทยาลัยต่อไป ซึ่งปัจจุบันมหาวิทยาลัยในอังกฤษได้เปิดสอน Foundation Program อย่างแพร่หลาย บางมหาวิทยาลัยอาจจะมีการทำงานร่วมกับสถาบันเอกชนเช่น INTO หรือ Bellerbys College เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนสำหรับเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรี ซึ่งข้อจำกัดของระบบ Foundation นี้คือ นักเรียนไม่สามารถสมัครเข้ามหาวิทยาลัยระดับ Top ของประเทศอย่าง University of Cambridge หรือ University of Oxford ได้นั่นเอง โดย นักเรียนสามารถเลือกเรียน Foundation ได้หลากหลายสาขา เช่น Accounting, Business, Computer, Economic, Hotel Management, Law, Media, Science และ Engineering

 
University Foundation
Acc Bus Com Econ Engi Hotel Law Media Sci Soc Sci
University of Abertay, Dundee
Aberystwyth University
Anglia Ruskin University
Aston University
Bangor University
University of Bath
Bath Spa University
University of Bradfordshire
University of Brighton
Birmingham City University
Bournemouth University
University of Bradford
University of Bristol
Brunel University
University of Buckingham
Cardiff University
University of Chester
University of Chichester
City university London
Coventry University
De Montfort University Leicester
University of Derby
University of Dundee
Durham University
University of East Anglia
University of East London
University of Essex
University of Exeter
Glasgow Caledonian University
University of Glasgow
University of Glamorgan
Glyndwr University
Goldsmiths University of London
University of Greenwich
University of Gloucestershire
University of Hertfordshire
Heriot-Watt University
University of Huddersfield
University of Hull
Keele University
Kingston University
Lancaster University
University of Leeds
Leeds Metropolitan University
University of Leicester
University of Lincoln
University of Liverpool
Liverpool John Moores University
London South Bank University
Loughborough University
University of Manchester
Middlesex University
Newcastle University
Northumbria University
University of Nottingham
Nottingham Trent University
Oxford Brookes University
Plymouth University
University of Portsmouth
Queen’s University Belfast
Queen Mary, University of London
University of Ulster
University of Reading
Roehampton University
Royal Holloway University of London
University of Salford
University of Sheffield
Sheffield Hallam University
Solent University Southampton
University of Southampton
University of Surrey
University of Sussex
University of Sunderland
University of Stirling
Swansea University
Teeside University
University of Wale, Newport
University of Wales Institute Cardiff
University of Wales, Trinity Saint David
University of Westminster
University of Worcester
University of York
York St John University

International Year 1 Programme

หลักสูตรปริญญาตรี 1 สำหรับนักเรียนต่างชาติ

  • หลักสูตรปริญญาตรี ปี 1 สำหรับนักเรียนต่างประเทศที่ต้องการเรียนต่อในระดับปริญญาตรีในประเทศอังกฤษ
  • หลักสูตร Diploma Year 1 เปิดสอนโดยมหาวิทยาลัย เรียนในมหาวิทยาลัย นักเรียนเป็นนักเรียน ของมหาวิทยาลัยอย่างเต็มตัวเรียน
  • Diploma Year 1 การันตีเข้าเรียนปี 2 หลังจบหลักสูตร
  • เหมาะสำหรับนักศึกษาจบ ม. 6 ที่มีผลการเรียนยังไม่ดีพอเข้าปี 1 โดยตรง (ไม่จำเป็นต้องเรียน Foundation ) หรือ นักศึกษาที่จบปี 1 ในมหาวิทยาลัยของไทยแต่ที่ต้องการเปลี่ยนสายการเรียนมาเรียนที่อังกฤษ
 
Master’s Degree

การเรียนปริญญาโท

การเรียนระดับปริญญาโทในอังกฤษนั้น จะพิจารณารับผู้ที่จบปริญญาตรีที่มีผลการเรียนตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด หลักสูตรปริญญาโทโดยปกติจะใช้เวลาเรียน 1ปี ยกเว้นบางหลักสูตรจะใช้เวลาเรียน 2 ปี ซึ่ง และปัจจุบันยังมีหลายสาขาที่เรียน 1 ปี แล้วฝึกงานในอังกฤษในสายงานที่ตรงกับหัวข้อวิจัยได้อีก 3- 12 เดือน ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัย โดยปกติแล้วการเปิดรับสมัครจะเปิดรับสมัครเพียงปีละครั้ง ยิ่งสมัครเร็วเท่าใดก็จะมีโอกาสได้รับการตอบรับมากขึ้น โดยเริ่มเรียนในช่วงเดือนกันยายน อย่างไรก็ตามก็มีบางมหาวิทยาลัยก็เปิดรับตอนต้นปีขึ้นอยู่สาขาวิชา

การเรียนระดับนี้มีทั้งหลักสูตรปริญญาโทแบบเข้าชั้นเรียน (Taught Master) และปริญญาโทแบบทำวิจัย

หลักสูตรปริญญาแบบเข้าชั้นเรียน (Taught Master) เป็นหลักสูตรที่นักศึกษาสามารถเลือกเรียนเฉพาะด้านได้ โดยอยู่ในความดูแลของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ วิธีการเรียนการสอนมีทั้งการบรรยาย การสัมมนา การทำงานในห้องทดลอง และการทำวิทยานิพนธ์ ปริญญาที่ให้ได้แก่ Master of Arts (M.A.), Master of Science (M.Sc.), Master of Business Administration (M.B.A.)

หลักสูตรปริญญาโทแบบทำวิจัย (research) เป็นหลักสูตรที่นักเรียนจะต้องค้นคว้าด้วยตนเอง โดยอยู่ภายใต้อาจารย์ที่ปรึกษา ส่วนใหญ่ของหลักสูตรจะเป็นการศึกษาหัวข้อวิจัย และวางแผนการเรียนวิทยานิพนธ์ การประเมินผลจะประเมินจากการเขียนวิทยานิพนธ์ ปริญญาที่ให้ได้แก่ Master of Philosophy (M.Phil.), Master of Science by Research (M.Sc.by research)

เอกสารที่ใช้สำหนับการสมัครเข้าเรียนปริญญาโทที่อังกฤษ

  1. Transcript ผลการเรียนระดับปริญญาตรี
  2. Graduation Certificate ใบปริญญาบัตร
  3. Copy of Passport สำเนาพลาสปอร์ต
  4. IELTS UKVI (ยกเว้นกรณีพิเศษที่ได้รับการยกเว้น)
  5. Statement of Purpose (SOP)
  6. Resume (CV) สำหรับคนที่มีประสบการณ์ทำงานมาแล้ว
  7. Recommendation Letter 2 ฉบับ
    ไม่มีประสบการณ์ทำงาน – Recommendation Letters จากอาจารย์ 2 ท่าน
    กรณีทำงานมาไม่ถึง 5 ปี – Recommendation Letters จากอาจารย์ 1 ท่าน จากทำงาน 1 ท่าน
    กรณีที่ทำงานมาเกิน 5 ปี – Recommendation Letters จากทำงาน 2 ท่าน
หลักเกณท์ในการสมัครเข้าเรียนหลักสูตรปริญญาโท

การเลือกมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษนั้น มีปัจจัยหลายๆ อย่างที่นักศึกษาจะต้องคำนึงถึง เพราะการสมัครเข้าเรียนปริญญาโทในแต่ละแห่งนั้น ขึ้นอยู่กับผลการเรียนในระดับปริญญาตรี หรือเกรดเฉลี่ยนั่นเองเป็นอันดับแรก และความพร้อมทางด้านภาษาอังกฤษ (IELTS) บางสาขาต้องมีประสบการณ์การทำงานอีกด้วย ในขณะเดียวกันนักศึกษาควรพิจารณาเรื่องระยะเวลาของหลักสูตร บางสาขาใช้เวลา 1 ปี บางสาขาอาจใช้เวลา 2 ปี ซึ่งต้องคำนึงถึงงบประมาณในการเรียนด้วย

 
 
PRE-MASTER

หรือ Graduate Diploma คือ โปรแกรมปรับพื้นฐานสำหรับนักศึกษาที่จะเรียนปริญญาโทโดยจุดประสงค์ 2 อย่างก็คือ

  1. สำหรับนักเรียนที่มี Academic Requirement และ English Requirement ไม่ถึงตามเกณฑ์การรับเข้าของทางมหาวิทยาลัย ดังนั้นการเรียน Pre-Master จึงเป็นการยกระดับความรู้ และความพร้อมในนักศึกษาในการเรียนต่อปริญญาโทนั้นเอง
  2. สำหรับนักเรียนที่จบมาไม่ตรงกับสาย ยกตัวอย่าง นักเรียนที่จบ HR, Business แต่อยากเรียนปริญญาโทสาขา Finance ซึ่งทางมหาวิทยาลัยในอังกฤษจะต้องการให้นักศึกษามีความรู้พื้นฐานในสาขาที่จะเรียนมาก่อน ดังนั้น Pre-Master จึงเป็นโปรแกรมเติมความรู้พื้นฐานในพร้อมสำหรับการเรียนปริญญาโทนั้นเอง
English Course

หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษาต่างชาติ

เรียนภาษาอังกฤษที่สหราชอาณาจักร ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีมากๆ เพราะเป็นดินแดนที่เป็นต้นกำเนิดของภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการมีสำเนียงการพูดสไตล์บริทิสที่มีเสน่ห์ รวมถึงยังได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก อีกทั้งยังมีสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับโลกอยู่หลายแห่ง และมีคอร์สเรียนภาษาให้เลือกหลากหลาย เช่น General English, Business Skills English, Communication Skills English และ IELTS preparation หรือจะเป็นภาษาอังกฤษเฉพาะด้าน อย่าง English for Medical ก็มีสอนในหลายสถาบัน และข้อดีของการมาเรียนอังกฤษอีกข้อหนึ่ง คือมีทำเลมากมายหลายเมืองให้เลือกสรร ทั้งในเมืองใหญ่ หรือเมืองเล็ก เมืองชายทะเล ซึ่งทำให้นักเรียนมีโอกาสในการเรียนรู้วัฒนธรรม ได้ประสบการณ์ชีวิตที่ครบครัน