• Capital

    Bern

  • Main City

    Zürich               Lucerne
    Lausanne          Geneve

  • Area

    Tolal พื้นที่ 41,285  ตารางกิโลเมตร
    มีพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี ลิกเตนสไตน์ ออสเตรีย

  • Population

    8.4 ล้านคน (2016)

สวิสเซอร์แลนด์…การเรียนที่สร้างมืออาชีพ

สวิสเซอร์แลนด์ไม่มีทางออกสู่ทะเล ตั้งอยู่ทวีปยุโรปกลาง โดยมีพรมแดนติดกับประเทศเยอรมนี ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอิตาลี ประเทศออสเตรีย และประเทศลิกเตนสไตน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์มีพื้นที่มากกว่า 70% เป็นเขตภูเขา คือ เทือกเขาแอลป์ มีแม่น้ำสำคัญ คือ แม่น้ำไรน์ แม่น้ำโรน แม่น้ำทิซิโน และแม่น้ำอินนอกจะเป็นศูนย์กลางของยุโรปแล้ว ถือได้ว่าสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีความเป็นกลางทางการเมือง จึงทำให้หลายๆ ครั้ง สวิตเซอร์แลนด์ได้รับเลือกให้เป็นเป็นศูนย์กลางในการร่วมมือทางการเมืองระหว่างประเทศ รวมถึงเป็นที่ตั้งขององค์กรนานาชาติหลายแห่งอีกด้วย

5 Language

German French Italian Romansh
and English in one country

Since 1883

Original Hospitality Management Study

8.3 out of 10

Student Stification

6 Months Work Experience

After study for 6 months each year

สวรรค์บนดิน

ดินแดนที่ต้อนรับทุกคนให้ไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติได้ตลอดทุกช่วงปี จะไปเล่นสกีในฤดูหนาว จะเดินเท้าบนเทือกเขา Jungfrau ชมดอกไม้เปลี่ยนสีบนเทือกเขา Alps นั่งรถไฟขึ้นเขา Pilatus หรือ Titlis ร่องเรือในทะเลสาบ  Brienz หรือเยี่ยมชมความงดงามอลังการของสถาปัตยกรรมในเมืองต่างๆ แอบแวะไปทักทายบ้านของ Albert Einstein ที่เมือง Bern เมืองหลวงของสวิส อีกทั้งความงดงามตลอด เส้นทางยามนั่งรถไฟระหว่างเมือง เชื่อได้ว่าทุกๆ การเดินทาง ที่นี่มีความประทับใจแน่นอน นอกจากความงามที่ว่ามาแล้ว สวิสยังมีความโดดเด่นด้านการศึกษา เพราะโดยทั่วไปคนสวิสสามารถพูดได้ถึง 4-5 ภาษา ทั้ง เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาเลี่ยน โรมานซ์ และอังกฤษ นั่นเป็นเพราะความดินแดนที่อยู่กลางทวีปยุโรปเชื่อมต่อทั้ง อิตาลี ฝรั่งเศส และเยอรมัน ทำให้คนที่นี่ต้องพร้อมรับมือกับคนทุกชนชาติ การเรียนในเมือง Zurich, Lucerne หรือ Geneva ซึ่งเป็น เมืองท่องเที่ยวในฝันของใครหลายๆ คนนี้

การเรียนแบบมืออาชีพ

การเรียนในเมือง Zurich, Lucerne หรือ Geneva ซึ่งเป็น เมืองท่องเที่ยวในฝันของใครหลายๆ คนนี้ นอกจากจะเป็น เมืองที่สวย อากาศดี อารยธรรมงามแล้ว วิธีการเรียนในสวิสของระดับวิชาชีพ ยังมีความแตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ เพราะที่นี่การเรียนต้องควบคู่กับการทำงาน! เรียนครึ่งปี ทำงานครึ่งปี การทำงานที่ว่าไม่ใช่การฝึกงาน แต่ที่นี่ให้ทำงานแบบพนักงานจริง เหนื่อยจริง ได้เงินเดือนจริงๆ การันตีรายได้เดือนร่วม 75,000 บาท กันเลยทีเดียว ประเทศอื่นเรียน 3-4 ปี จบปริญญาตรี แต่ ที่นี่เรียน 3 ปีจบปริญญาตรีพร้อมประสบการณ์การทำงาน 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง เรียกได้ว่าจบมาพร้อมทำงานได้ทันทีอย่างนี้ แบบนี้นายจ้างที่ไหนจะไม่ชอบ

ปริญญาโทที่นี่ก็เช่นกันเรียน 6 เดือน ทำงาน 6 เดือน (ในสายวิชาบริการและบิหารธุระกิจ) เพราะสวิสเน้นให้คนทำงานได้จริง ฝึกให้นักศึกษาเป็นมืออาชีพในการทำงาน แถมการเรียนที่สวิสนี้ ยังให้นักศึกษาเรียนภาษาเยอรมันหรือฝรั่งเศสเพิ่มอีกด้วย เพราะเค้าเชื่อว่า ความสามารถทางภาษาเพิ่มช่องทางในการทำงานในอนาคตของนักเรียนอีกด้วย

สาขาที่ทางสวิสโด่งดังทั้งปริญญาตรี และปริญญาโท ก็คง ยกให้ Hotel & Hospitality Management หรือจะเป็น บริหารธุรกิจ Global Business Management รึจะเป็นทาง ด้านการทำอาหาร Culinary art ก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้ใครใน โลกกันเลยทีเดียว
City Information

ข้อมูลเบื้องต้นของเมืองต่างๆ ในสวิสเซอร์แลนด์

บนโลกใบนี้ช่างมีความหลากหลายและแตกต่าง และสวิสเซอร์แลนด์เองก็มีความน่าสนใจ ในแต่ละพื้นที่ เพราะบางพื้นที่ใช้ภาษาเยอรมันเป็น บางพื้นที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส หรือบางพื้นที่ก็พูดภาษาอิตาลี ดังนั้นการเลือกเมืองก็จะมีความสัมพันธ์กับชีวิตประจำวันกิจกรรม ภาษาที่ใช้ และบรรยากาศต่างๆ ของนักเรียนด้วย

Zürich

ซูริก เมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งอยู่ทางภาคกลางตอนเหนือของประเทศ บริเวณจุดเหนือสุดของทะเลสาบซือริช (Lake Zurich) มีประชากรในเขตตัวเมืองทั้งหมดประมาณ 400,000 คน และประชากรบริเวณรอบตัวเมืองรวมทั้งสิ้น 1.4 ล้านคน ซูริกเป็นศูนย์กลางของระบบการขนส่งมวลชนของประเทศ อาทิ ระบบขนส่งรถไฟ เส้นทางการคมนาคม การจราจรทางอากาศ โดยเป็นที่ตั้งของสนามบินและสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดและการจราจรหนาแน่นที่สุดในประเทศ

เป็นหนึ่งในเมืองที่มีศูนย์กลางทางการเงินขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง เป็นที่ตั้งของสถาบันทางการเงินและการธนาคารยักษ์ใหญ่มากมาย อีกทั้งยังเป็นศูนย์รวมของศูนย์วิจัย และศูนย์พัฒนาของประเทศ เนื่องจากมีการเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำ ซูริกจึงดึงดูดให้นักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาตั้งบริษัทเป็นจำนวนมาก ทำให้ซูริกเป็นเมืองที่มีคุณภาพชีวิตประชากรดีที่สุดของโลกและเป็นเมืองที่ร่ำรวยที่สุดในสหภาพยุโรปเลยทีเดียว และถูกยกให้เป็นหนึ่งในอันดับต้นๆ ของเมืองที่มีคุณภาพชีวิตดีที่สุดในโลก

ซูริกอยู่ท่ามกลางความทันสมัย และงานสถาปัตยกรรมแบบเก่าของยุโรปกระจัดกระจายอยู่รายล้อมเมือง มีสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อมากมาย อย่าง หอนาฬิกาแห่งโบสถ์เซนต์ ปีเตอร์ (St. Peter), โบสถ์หอคอยคู่กรอสมุนเตอร์ (Grossmunster), เขตเมืองเก่า (Old Town) เขตบ้านเมืองและหมู่บ้านยุโรปโบราณยุคเมดิอิวัล (Medieval) ที่อนุรักษ์ไว้ อาคารในแถบนี้มีอายุนับย้อนไปได้ถึง 2,000 ปีเลยทีเดียว หรือถนนบานโฮฟซตราสเซอ (Bahnhofstrasse) ถนนสายช้อปปิ้งหลักของเมืองที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า โดยเฉพาะร้านแบรนด์เนมระดับโลกที่มารวมตัวกันอยู่บนถนนเส้นนี้จนขึ้นชื่อว่าเป็น “ถนนช้อปปิ้งที่แพงที่สุดในโลก” อีกด้วย

Lucerne

ลูเซิร์น Lucerne หรือ Luzern เป็นเมืองหลวงของรัฐลูเซิร์นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเมืองใหญ่ที่สุดในภาคกลางของประเทศ มีประชาการ 8 หมื่นกว่าคน ลูเซิร์นเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ, การคมนาคม, ทางวัฒนธรรม ของภาคกลาง ภาษาทางการที่ใช้ในลูเซิร์นคือภาษาเยอรมัน ตั้งอยู่ชายฝั่งด้านตะวันตกติดกับทะเลสาบลูเซิร์น มีแม่น้ำร็อยส์ไหลออกมาจากทะเลสาบผ่านกลางเมือง จากเมืองนี้สามารถมองเห็นเทือกเขาแอลป์, เขาพีลาทุส และเขารีกี ลูเซิร์นมีภูมิอากาศเย็นตลอดทั้งปี สนามบินที่อยู่ใกล้ที่สุดคือ ท่าอากาศยานซูริก ซึ่งมีรถไฟโดยตรงมาสู่ลูเซิร์นทุกชั่วโมงโดยใช้เวลาเดินทางราว 1 ชั่วโมง เท่านั้น

ไฮไลท์สำคัญของเมืองนี้ก็คือ
Chapel Bridge (Kapellbrucke) and Water Tower  ชาเปิลบริดจ์ และวอเตอร์ทาวเวอร์  แลนมาร์คของเมืองลูเซิร์น และยังเป็นสะพานไม้ที่เก่าแก่มีอายุกว่า 670 ปีเลยที่เดียว  สะพานถูกสร้างขึ้นมาในปี ค.ศ. 1333 และมีการบูรณะ ขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1993 เนื่องจากถูกไฟไหม้ บนสะพานจะมีรูปวาดทั้งหมด 120 รูป เป็นรูปที่ถูกวาดในยุคศตวรรษที่ 17
Dying Lion of Lucerne Monument อนุสาวรีย์สิงโตสะอื้น อนุสาวรีย์รูปสิงโตหิน เป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเป็นของขวัญที่รัฐบาลฝรั่งเศสสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกรียรติ และรำลึกถึงทหารรับจ้างสวิสจำนวน 786 นายที่เสียชีวิตในหน้าที่เพื่อปกป้องพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อังตัวแนตต์ จากการโจมตีที่พระราชวังตุยเลอรี ในกรุงปารีส เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ.1792
Mount Pilatus ยอดเขาพิลาตุส (Pilatus) หรือภูเขามังกร ยอดเขาพิลาตุส เป็นยอดเขาคู่บ้านคู่เมืองลูเซิร์น

นอกเหนือจากนี้ ยังมีย่านเมืองเก่าที่เป็นแหล่งช๊อปปิ่ง มีร้านอาหาร ร้านกาแฟเก๋ๆ ริมแม่น้ำร็อยส์ นับได้ว่าเป็นเมืองที่สามารถสร้างความประทับใจให้ทุกคนที่มาเยือนได้อย่างง่ายดายจริงๆ

Bern

เบิร์น หรือ แบร์น เมืองหมี เมืองนาฬิกาเต้นระบำ เมืองน้ำพุ เป็นเมืองหลวงของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีประชากรประมาณ 130,000 คน มีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของประเทศ ภาษาราชการคือ ภาษาเยอรมัน ในปี ค.ศ. 1863เบิร์นได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก นอกจากนี้เบิร์นยังได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 ของเมืองที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดของโลกในปี ค.ศ. 2010 อีกด้วย เมือง

กรุงเบิร์นเป็นเมืองเก่าที่มีแม่น้ำ Aare ล้อมรอบ 3 ด้าน สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณเมืองเก่า เราสามารถเดินชมรอบๆ เมืองได้ โดยมีรถรางวิ่งผ่านให้บริการ ซึ่งมีสิ่งน่าสนใจหลายๆ อย่าง เช่น
ประตูเมืองโบราณ Käfigturm หรือ Prison Tower เปรียบเสมือนป้อมปราการประตูเมืองทางด้านตะวันตก, น้ำพุปีศาจกินเด็ก Kindlifressen brunnen, หอนาฬิกานี้เรียกว่า Zytgloggeturm หรือ Zeitglockenturm, บ้านที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Einstein Haus), โบสถ์ The Cathedral of Bern หรือ Münster St. Vinzenz, ศาลาว่าการเมือง Rathaus, บ่อหมี Bärengraben อีกทั้งสามารถสนุกกับการถนนช๊อปปิ้ง Spitalgasse, Marketgasse, Kramgasse, Gerechtigkeitsg ได้อีกด้วย

Interlaken

อินเทอร์ลาเคิน มีความหมายตรงตัวที่แปลว่า “เมืองระหว่างสองทะเลสาบ” นั่นก็เพราะว่าเมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบ Thun Lake และทะเลสาบ Brienz จนทำให้เมืองนี้เป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมและอีกสาเหตุหนึ่งคือเมือง Interlaken เป็นเมืองปากทางเข้าเส้นทางขึ้นไปเยือนเทือกเขา Jungfrau ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของ Switzerland

อินเทอร์ลาเคินตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงเบิร์นไปราว 56 กิโลเมตรเท่านั้น ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 570 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล จากอินเทอร์ลาเคินมีทางรถไฟที่จะขึ้นไปสู่หมู่บ้านต่างๆ เพื่อเยี่ยมชมเทือกเขาหิมะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวเทือกเขาแอลป์ และได้ถูกขนาดนามว่า Top of Europe ซึ่งก็จะประกอบด้วยภูเขาหลายลูกด้วยกัน ยอดเขาที่สูงที่สุดคือยุงเฟรา (4,158 เมตร) รองลงมาคือแมนช์ (4,107 เมตร), อีเกอร์ (3,970 เมตร) ด้วยความสวยงาม และยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกหลั่งไหลมาที่อินเทอร์ลาเคินอย่างไม่ขาดสาย

Lausanne

โลซาน เมืองที่ผู้คนใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก ตั้งอยู่บริเวณทะเลสาบเจนีวา โดยติดกับเมืองเอวีย็อง-เล-แบ็งของประเทศฝรั่งเศส โลซานเป็นเมืองหลวงของรัฐโว และตั้งอยู่ห่างจากเมืองเจนีวาไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 60 กิโลเมตร มีประชากรประมาณ 135,00 คน เป็นเมืองที่คนไทยรู้จักกันดี เพราะนอกจากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในสวิตเซอร์แลนด์แล้ว ครั้งหนึ่งยังเคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8  รัชกาลที่ 9 และสมเด็จย่าด้วย

โลซานน์เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม โอบล้อมด้วยทะเลสาบเจนีวาและหุบเขาน้อยใหญ่ลดหลั่นกันไป บรรยากาศดี เงียบสงบ และมีความคลาสสิคจากการเป็นเมืองเก่า สถานที่อย่าง มหาวิหารโลซานน์ (Lausanne Cathedral) หรือ วิหาร Notre-Dame  วิหารเก่าแก่แห่งเมืองโลซานน์ ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา สร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมโกธิค ด้านในโอ่อ่าและงดงามด้วยกระจกหลากสี 105 บาน และหน้าต่างกุหลาบ ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของโลกยุคกลาง

โลซานน์ยังได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองหลวงแห่งโอลิมปิก เพราะเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่คณะกรรมการโอลิมปิกสากล หรือ IOC ดังนั้นการเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์โอลิมปิก (Olympic Museum) เพื่อศึกษาเรื่องราวความเป็นมาของการแข่งขันโอลิมปิกตั้งแต่ยุคแรกจนถึงปัจจุบัน ก็เป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้เช่นกัน

St Gallen

ซังคท์กัลเลิน (ภาษาเยอรมัน) แซ็ง-กาล (ภาษาฝรั่งเศ) หรือ ซันกัลโล (ภาษาอิตาลี) เป็นเมืองหลวงของรัฐซังคท์กัลเลินในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งอยู่ในหุบเขาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ ใกล้กับชายแดนประเทศออสเตรีย อาสนวิหารซังคท์กัลเลินในเมืองนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก ซังคท์กัลเลินเป็นหนึ่งในเมืองที่อยู่สูงที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์เหนือระดับน้ำทะเล ทำให้ในฤดูหนาวของทุกปีเมืองจึงต้องเจอกับกับหิมะปริมาณมหาศาล

เมืองซังคท์กัลเลินมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวและเป็นศูนย์กลางทางศาสนาของประเทศ โดยมหาวิหาร Abbey of Saint Gall ที่ตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญของเมือง ที่การตกแต่งภายในมหาวิหารนั้นอลังการงานสร้างมาก สามารถนั่งชมงานศิลปะตามผนัง และเพดานได้เป็นชั่วโมงๆ เลยนอกจากตัวมหาวิหารแล้ว จุดท่องเที่ยวที่ห้ามพลาดอีกแห่งคือ ห้องสมุดของมหาวิหาร (Abbey Library) ซึ่งมีชื่อว่า Stiftsbibliotek ห้องสมุดแห่งนี้มีหนังสือ และเอกสารสำคัญที่มีอายุเกิน 1000 ปีอยู่หลายเล่ม พร้อมด้วยการตกแต่งที่สวยงามทำให้องค์กร UNESCO แต่งตั้งให้เป็นมรดกโลกเป็นที่เรียบร้อย โดยการเดินทางมายัง St. Gallen นั้นก็เพียงนั่งรถไฟจากเมือง Zurich ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้นเอง

Lugano

ลูกาโน เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐตีชีโน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งอยู่บริเวณพรมแดนตินกับประเทศอิตาลี มีประชากรประมาณ 63,500 คน ใช้ภาษาอิตาลีเป็นหลัก และถือเป็นชุมชนภาษาอิตาลีที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศอิตาลีเลยทีเดียว เมืองลูกาโนเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา ทางตะวันออกของเมืองติดกับทะเลสาบลูกาโน ในปัจจุบันลูกาโนถือเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่ใหญ่อันดับสามของสวิตเซอร์แลนด์รองจากซูริกและเจนีวา พื้นที่ราว 10% ของเมืองนี้ใช้ทำการเกษตร, 21.0% ใช้ทำการป่าไม้, 14.0% เป็นบ้านเรือน และถนนหนทาง ในปี 2016 สวิตเซอร์แลนด์ได้เปิดใช้งานอุโมงค์ฐานกอทท์ฮาร์ด อุโมงค์สัญจรที่ยาวที่สุดในโลก ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการเดินทางระหว่างซูริกกับลูกาโนเหลือเพียง 1 ชั่วโมง 40 นาที เท่านั้น

ลูกาโนมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ในเมืองมีพิพิธภัณฑ์และสถานที่สำคัญอันน่าสนใจหลายแห่ง และดาวเด่นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมายังเมืองนี้ก็คือ ทะเลสาบลูกาโน ที่ถูกล้อมรอบด้วยภูมิประเทศธรรมชาติของเทือกเขา Lugano Prealps ที่งดงามเกินบรรยายจริงๆ

กิจกรรมของเมืองชิคๆ นี้ ก็ยังมี นั่งกระเช้าไฟฟ้าหรือรถไฟขึ้นเขาไปที่ยอดเขา Monte San Salvatore ซึ่งสูง 912 เมตร หรือเยี่ยมชม Santa Maria degli Angeli โบสถ์สมัยศตวรรษที่ 16 ริมฝั่งทะเลสาบใกล้กับใจกลางเมือง หรือทั้งเดินเล่นเพลินรอบหมู่บ้านจำลอง Swiss Miniature Village ซึ่งนี้มีรายละเอียดอันประณีต ซึ่งจะเห็นได้ว่า ลูกาโนนี้มีลูกเล่นมีเรื่องราวให้ผู้คนมาศึกษามากมายจริงๆ

Geneva

เจนีวา หรือออกเสียงในภาษาฝรั่งเศสท้องถิ่นว่า เฌอแนฟว์ เป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีประชากรประมาณ 198,000 คน ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก นครเจนีวาตั้งอยู่บริเวณต้นแม่น้ำโรนซึ่งไหลออกจากทะเลสาบเจนีวา เจนีวามีสถานะเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐแห่งรัฐเจนีวา

เจนีวาถือเป็นหนึ่งในเมืองศูนย์กลางของโลก โดยเป็นศูนย์กลางทางการเงิน ทางการทูต เจนีวาถือเป็นเมืองที่มีองค์กรระหว่างประเทศตั้งอยู่มากที่สุดในโลก อาทิ องค์กรสหประชาชาติ United Nations องค์กรผู้ลี้ภัย UNCHR องค์กรอนามัยโลก WTO และกาชาดสากล เป็นต้น

ในปี 2017 เจนีวาได้รับการจัดอันดับโดย Global Financial Centres Index ให้เป็นเมืองศูนย์กลางทางการเงินอันดับ 15 ของโลก และเป็นที่ 5 ของทวีปยุโรป และยังได้รับการจัดอันดับโดย Mercer’s Quality of Living index ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเป็นอันดับ 8 ของโลกในปีเดียวกันอีกด้วย

เจนีวามีสถานที่น่าสนในหลายแห่ง เช่น Maison Tavel บ้านเก่าแก่ที่สุดของเจนีว่า สร้างตั้งแต่ปี 1334 จุดเด่นของอาคารหลังนี้ก็คือรูปปั้นหัวคนและสัตว์ที่ตกแต่งอยู่ด้านหน้าของอาคาร และ โบสถ์ St. Pierre Cathedral ที่เริ่มสร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 โบสถ์หลังนี้ใช้เวลาสร้างเกือบ 70 ปี ด้วยสถาปัตยกรรมกอธิค เป็นโบสถ์ของพวกโปรแตสแต้นท์ที่สวยงามและอลังการมาก นอกเหนือจากความสวยงามของสิ่งก่อสร้างนี้แล้ว ถนนสายเศรฐกิจ 2 เส้น อย่าง Rue de Rhone ขายสินค้าไฮเอนด์ แบรนด์เนมราคาสูง และถนน Rue de Marche เป็นที่ตั้งของ แบรนด์เนมราคาปานกลาง และห้างสรรพสินค้าของเจนีวา ก็เป็นแหล่องท่องเที่ยวสำคัญเช่นกัน

Education System

ระบบการศึกษาสวิตเซอร์แลนด์

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้รับการยอมรับว่ามีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เนื่องจากรัฐแต่ละรัฐมีหน้าที่รับผิดชอบในการบริการทางศึกษาระดับอนุบาล มัธยมศึกษา มหาวิทยาลัย ทำให้การศึกษาอาจจะแตกต่างกันไปบ้างระหว่างรัฐ แต่โดยส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 5 ระดับดังนี้

  • ระดับอนุบาล

    เป็นการศึกษาก่อนวัยเรียน โดนทั่วไปเด็กจะเข้าเรียนอนุบาลตั้งแต่อายุ 4 ปี

  • ระดับประถมศึกษา

    เป็นการศึกษาภาคบังคับ โดยเด็กสวิตทุกคนจะต้องเรียนชั้นประถมศึกษาเมื่ออายุ 6 ปีขึ้นไป ส่วนจำนวนปีที่เรียนแตกต่างกันไปในแต่ละมณฑล ส่วนใหญ่คือ 6 ปี แต่บางมณฑลจัดเป็น 4 ปี หรือ 5 ปี

  • ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

    ระยะเวลาในการศึกษาระดับนี้ มณฑลส่วนใหญ่จัดให้ต่อจากประถมศึกษา แต่บางมณฑลอาจมีระยะเวลาศึกษาเป็น 4 ปี หรือ 5 ปี แต่การศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาแล้ว ต้องมีเวลาทั้งสิ้น 9 ปี มัธยมศึกษาตอนต้นถือว่าเป็นการศึกษาภาคบังคับ โดยนักเรียนจะมีอายุประมาณ 13-15 ปี

  • ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

    แบ่งออกเป็น 2 สาย คือ สายสามัญศึกษา และสายอาชีวศึกษา โดยสายสามัญมุ่งสู่การศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัย โดยส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนประจำ พักหอพักของโรงเรียน และช่วงปิดเทอมนักเรียนสามารถกลับบ้านได้

  • ระดับอุดมศึกษา

    มหาวิทยาลัยในสวิตเซอร์แลนด์มีทั้งหมด 12 แห่งด้วยกัน ซึ่ง 10 แห่งเป็นของมณฑล ที่เหลืออีก 2 แห่งเป็นของรัฐบาลกลาง นักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายส่วนใหญ่จะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระบบ

    1. มหาวิทยาลัย (University)
    2. มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (University of Applied Sciences หรือ Fachhochschule)
    3. มหาวิทยาลัยเฉพาะทาง เช่น Fine arts universities, Pedagogical universities หรือวิทยาลัยด้านการโรงแรมและท่องเที่ยว

High School

โรงเรียนมัธยมในสวิสต์เซอร์แลนด์

เรียนมัธยมที่สวิสต์เซอร์แลนด์ ระดับมัธยมปลายนี้จะเป็นการแบ่งแยกสายสามัญ (Matura School / Gymnasien) และสายอาชีวะอย่างชัดเจน (Specialised Middle Schools / Fachmittelschulen) เพราะการศึกษาภาคบังคับจะสิ้นสุดลงเมื่อจบมัธยมต้นเท่านั้น นักเรียนจะสามารถเลือกหลักสูตรได้ตามต้องการ เนื่องจากเป็นประเทศที่ใช้หลายภาษา ดังนั้นจึงมีหลักสูตรทั้งเยอรมัน ฝรั่งเศส หรือ อิตาลี ให้เลือกเรียน ขึ้นอยู่กับว่านักเรียนจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในประเทศไหน หรือสามารถเรียนหลักสูตรนานาชาติ (สอนเป็นภาษาอังกฤษ)

  • หลักสูตรนานาชาติ (สอนเป็นภาษาอังกฤษ)
    • อังกฤษ (A-Level)
    • International Baccalaureate
    • อเมริกา (AP Examination)
  • หลักสูตรสอนเป็นภาษาฝรั่งเศส
    • French Baccalaureate
  • หลักสูตรสอนเป็นภาษาอิตาเลียน
    • Esame Di Stato
  • หลักสูตรสอนเป็นภาษาเยอรมัน
    • สวิตเซอร์แลนด์ (Matura)
    • เยอรมนี (Abitur)
Hospitality Management

เรียนบริหารจัดการการโรงแรม

หลักสูตรการโรงแรมของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก จากคุณภาพของระบบการเรียน และผมสัมฤทธิ์ของนักศึกษา ทั้งในหลักสูตรวิชาชีพ ปริญญาตรี และปริญญาโท โดยสถาบันเรียนการโรงแรมที่สวิส มีหลากหลายแตกต่างกันขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ตั้งของโรงเรียนและโครงสร้างหลักสูตรแต่ทุกๆ สถาบันจะเน้นให้นักเรียนการโรงแรมนั้นได้ฝึกและได้ปฏิบัติงานอย่างแท้จริง

สิ่งที่สำคัญของการ เรียนการโรงแรมที่สวิสนั้น คือ การฝึกงาน นักเรียนจะได้ทำงานจริงๆ ได้เรียนรู้จากระบบการทำงานของโรงแรมตรงในฝ่ายต่างๆ อาทิ เช่น Front Office, Housekeeping Department, Back Office หรือ Food and Beverage ซึ่งแต่ละโรงแรมก็มีระบบที่ต่างกันขึ้นกับขนาดของโรงแรม และการจัดการบริการให้กับลูกค้า ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ระบบการทำงาน การปรับตัวในการทำงานให้เข้ากับผู้อื่น และเมื่อนักเรียนจบการศึกษาจากสวิตเซอร์แลนด์ จึงถือได้ว่ามีความรู้ความเข้าใจในระบบการทำงาน เรียนรู้วินัย และทัศนคติของมืออาชีพ ซึ่งเป็นจุดแข็งสำหรับบัณทิตจากสวิสต์เซอร์แลนสำหรับการทำงานในอนาคตต่อไป โดยมากการเรียนจะแบ่งเนื้อหาเป็น 3 ชั้นปีจากพื้นฐานสู่ระดับปริญญา

Diploma

หลักสูตรวิชาชีพ

หลักสูตรวิชาชีพระยะเวลา 1 ปี เป็นระดับแรกต้นของการเรียนในสวิส สำหรับนักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมปลาย โดยโปรแกรมนี้มีจุดมุ่งหมายให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งในการปฏิบัติงาน รวมทั้งข้อมูลสำคัญต่างๆ ในอุตสาหกรรมธุรกิจการโรงแรมระดับสากล รวมทั้งปัจจัยสำคัญอื่นๆในธุรกิจนี้

Higher Diploma

หลักสูตรวิชาชีพชั้นสูง

โปรแกรมในปีที่ 2 นี้ ครอบคลุมความรู้ที่จำเป็นที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพในเชิงบริการ ในธุรกิจสาขาการท่องเที่ยวและการโรงแรม โดยนักเรียนจะได้เรียนรายวิชาที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการบริหารจัดการธุรกิจต่างๆ เช่น การบัญชี การขาย และการตลาด รวมทั้งการบริหารบุคลากรอีกด้วย เพื่อสร้างความเข้าใจมากยิ่งขึ้นในมุมของการบริการงาน

Bachelor

ปริญญาบัณฑิต

ปริญญาตรีในสาขาการจัดการธุรกิจการโรงแรมและการ จะเป็นหลักสูตรในปีที่ 3 ให้บริการมุ่งเน้นทำให้นักเรียนมีความรู้ ความสามารถในเชิงวิชาการ รวมถึงไปประยุกต์ใช้กับอาชีพในสายงานธุรกิจการให้บริการที่หลากหลาย โดยหลักสูตรนี้จะประกอบไปด้วยการเรียนหลากหลายรูปแบบ นักเรียนจะได้รับเนื้อหาหลักต่างๆ ผ่านการบรรยาย และการฝึกอบรม รวมถึงปฏิบัติจริง เพื่อให้นักศึกษามีความชำนาญทั้งเชิงเนื้อหาปฏิบัติได้เป็นอย่างดี

Culinary Art

การจัดการด้านคหกรรมและการทำอาหาร

โปรแกรมการจัดการด้านคหกรรมของสวิตส์เซอร์แลนด์ ช่วยพัฒนาทักษะของนักเรียนในจัดเตรียมอาหารที่ทันยุโรป การปรุงอาหารประเภท a la carte การทำขนม และการทำของหวาน รวมทั้งการจัดการต่างๆในสถานที่ประกอบการ โดยการฝึกปฏิบัติงานจริง และการศึกษาในชั้นเรียน โดยตลอดระยะเวลาการเรียนหลักสูตร นักเรียนจะได้เรียนรู้ทักษะพื้นฐานที่สำคัญต่างๆ การการอบรมการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ที่จะทำให้อาชีพในธุรกิจอาหารนี้เจริญเติบโตอย่างมีแบบแผน เพื่อที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการลงมือปฏิบัติประกอบอาหารจริงต่อไปในอนาคต

Diploma Culinary Arts

หลักสูตรวิชาชีพระดับเริ่มต้นของการเรียนสำหรับนักเรียนที่มีจุดมุ่งหมายให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจอย่างกว้างขวางในการปฏิบัติงาน รวมทั้งข้อมูลสำคัญในการประกอบอาหารต่างๆ

Higher Diploma Culinary Arts

หลักสูตรจะให้ความสำคัญในเรื่องการใช้อุปกรณ์ และเครื่องทุ่นแรงที่ใช้ในการประกอบอาหารต่างๆ รวมทั้งการตกแต่งจานอาหาร อีกทั้งเรียนรู้การบริหารจัดการธุรกิจต่างๆ เช่น การบัญชี การขาย และการตลาด รวมทั้งการบริหารบุคลากร เพื่อสร้างความเข้าใจในมุมของการทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร

Bachelor Degree in Culinary Arts

หลักสูตรต่อยอดทักษะความรู้ความเข้าใจ และประสบการณ์ ทางด้านคหกรรมให้สมบูรณ์แบบ โดยเน้นการพัฒนาทักษะในเชิงปฏิบัติ ภาวะทางผู้นำ และความสามารถในด้านต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อการเริ่มต้นประกอบธุรกิจอาหารของนักศึกษา

MBA

ปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจ

หลักสูตรปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจ ด้านการบริหารจัดการธุรกิจสากล เป็นที่นิยมมากเพราะประกอบไปด้วย การเรียนการสอนอย่างเข้มข้นในภาคทฤษฎี และการฝึกทดลองงานแบบมีค่าตอบแทนปีละ 4-6 เดือนในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยนักเรียนของแต่ละสถาบันสามารถสำเร็จการศึกษาได้ภายใน 18 เดือนถึง 2 ปี แล้วแต่หลักสูตรที่เลือก โดยนักศึกษาสามารถจบและรับปริญญาได้สูงสุด 2 ใบในการเรียนครั้งเดียวอีกด้วย และบางสถาบันยังมีหลักสูตรควบคู่ระหว่างบริหารธุรกิจและการจัดการการโรงแรมอีกด้วย 

Hospitality School

สถาบันที่นำเสนอหลักสูตร
Hospitality Management
Culinary Art
MBA