• Capital

    Singapore

  • Language

    English           Mandarin
    Malay              Tamil

  • Area

    Tolal พื้นที่ 718.3 ตารางกิโลเมตร

  • Population

    5.46 ล้านคน (2014)

สิงคโปร์…คุณภาพระดับโลก

สิงคโปร์ประเทศที่วัฒนธรรมการผสมผสานของคนอย่าง ชนชาติจีน มาเลเซีย และอินเดีย ก็ทำให้ประเทศขนาดเล็กๆ นี้เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่น่าศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะความลงตัวขอการจัดระบบระเบียบ ทำให้เป็นประเทศที่มีคุณภาพชีวิตสูงอันดับต้นๆ ของโลก เนื่องจากรัฐบาลตระหนักถึงความจริงที่ว่า ประชาชน คือทรัพยากรที่ล้ำค่าที่สุดของประเทศ มันสมองของประชาชนนี่เองที่ได้นำพาสิงคโปร์ไปสู่ความเจริญ ดังนั้นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาประเทศก็คือการศึกษาที่มีประสิทธิภาพนั่นเอง

3

TOP SCORE
ความรู้พื้นฐานระดับมัธยม
วิชาการอ่าน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์

95 min

From Bangkok to Singapore

top 11-15

QS World University
Rankings 2018

2 Years

Bachelor Degree Program

ประเทศเกาะที่มีขนาดเล็กที่สุด

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นับย้อนหลังกลับไปราว 190 ปีที่แล้ว สิงคโปร์เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ของชนพื้นเมืองมาเลย์ โอรังลาอุต (Orang Laut) ที่น้อยคนจะรู้จัก ทว่าการเดินทางมาถึงของบริษัทบริติชอีสอินเดีย ประเทศอังกฤษ โดยการนำของ เซอร์ แสตมฟอร์ด รัฟเฟิลส์ ในปี 1819 ก็ได้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของหมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้ไปตลอดกาล สิงคโปร์กลายเป็นเมื่องท่าของเส้นทางการค้าเครื่องเทศ และศูนย์กลางทางทหารที่สำคัญของอังกฤษภายใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อังกฤษได้ปลูกฝังรากฐานด้านการค้า และการศึกษาให้สิงคโปร์อย่างเข้มแข็ง ดังนั้นภายหลังจากที่สิงคโปร์แยกตัวออกจากมาเลเซีย และได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ ในปี 1965 จึงสามารถพัฒนา บ้านเมืองได้อย่างรวดเร็ว คุณภาพชีวิตของประชาชนปรับตัวสูงขึ้นกว่าเดิมแบบผิดหูผิดตา อีกทั้งนโยบายเศรษฐกิจ ตามแนวทางของ อัลเบิร์ต วินเซมิอัส นักเศรษฐศาสตร์ชาวดัชท์ ก็ทำให้สิงคโปร์กลายเป็นผู้นำทางด้านอุตสาหกรรม การศึกษา และการวางผังเมือง อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีคุณภาพ มีระบบระเบียบและร่ำรวยที่สุดประเทศหนึ่งของโลก

ชาวสิงคโปร์

ประชากรสิงคโปร์ทั้งประเทศ (รวมถึงผู้ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ถาวร) มีจำนวนประมาณ 5.6 ล้านคน มีการผสมผสาน ระหว่างเชื้อชาติอย่างหลากหลาย กลุ่มใหญ่ที่สุดคือ จีนซึ่งเป็นชาวจีน 77% ตามมาด้วย มาเลย์ 14% อินเดียน 7.6% และชาติอื่นๆ 1.4% ทำให้ภาษาราชการของสิงคโปร์มีถึง 4 ภาษาด้วยกัน ได้แก่ อังกฤษ จีน มาเลย์ และทมิฬ มีศาสนาประจำชาติคือ พุทธศาสนา มุสลิม ฮินดู คริสต์เตียน เต๋า ซิกซ์ และลัทธิขงจื้อ

ถึงแม้จะมีคนหลายเชื้อชาติ แต่ความปลอดภัยและความมั่นคงส่วนบุคคลเป็นเรื่องสำคัญมาก สิงคโปร์ยังคงเป็นประเทศที่ปลอดภัย และมีเสถียรภาพ อัตราการเกิดอาชญากรรมที่ต่ำมากๆ เกาะแห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ปลอดภัยที่สุดในโลก คุณภาพชีวิตที่ดีของสิงคโปร์เป็นที่ยอมรับและรู้จักกันดี ดังนั้นนักศึกษาจึงได้อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้

ความแข็งแรงทางเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์มีความเป็นมิตรกับภาคธุรกิจต่างๆ และถูกจัดให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินที่ดีที่สุด ให้กับบริษัทนานาชาติจากหลายประเทศเข้าไปดำเนินธุรกิจเกาะแห่งนี้ เศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับระบบตลาดถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างดีเยี่ยม และมีการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจากการนำเข้าและส่งออกสินค้าต่างๆ สิงคโปร์ได้รับเกียรติถูกจัดอยู่ในกลุ่ม สี่เสือแห่งเอเชีย ซึ่งเป็นผู้นำทางด้านการตลาดในเอเชีย ร่วมกับร่วม ฮ่องกง เกาหลีใต้ และไต้หวัน การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงเป็นส่วนสำคัญในการรักษาสภาพเศรษฐกิจของสิงคโปร์ อุตสาหกรรมการผลิตครอบคลุมไปถึง เครื่องใช้ไฟฟ้า วิศวกรรมเคมี ปิโตรเลี่ยม เครื่องมือวิศวกรรม และอุปกรณ์วิทยาศาสตร์อื่นๆ อีกด้วย การผลิตเหล่านี้ได้สร้าง จีดีพี ให้กับประเทศสิงคโปร์ได้เกือบ 26% และสร้างแผ่นไมโครชิพถึง 10 % ของโลก รวมทั้งสิงคโปร์เองก็มีท่าเรือที่เป็นหนึ่งในท่าเรือคึกคักที่สุดในโลกอีกเช่นกัน

อาหารการกิน

อาหารของชาวสิงคโปร์ มีหลายชนิดให้เลือก และส่วนใหญ่นั้นจะเป็นการผสมผสานระหว่าง จีน อินโดนีเซียและทางอาหรับเนื่องจาก มีการผสมผสานระหว่างเชื้อชาติ ได้อย่างลงตัว อาหารบางชนิดนั้นก็มีคล้ายๆ กับอาหารไทยบ้านเรา อาจจะเหมือนกันเลยก็มี แต่มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป อาหารจานเด็ด ก็อาทิ เช่น Hainanese Chicken Rice (ข้าวมันไก่), Laksa, Buk Kut Teh, Roti Prata & Teh Tarik และ Nasi Lemak ซึ่งหากินได้ทั่วไป โดยส่วนใหญ่ คนสิงคโปร์ก็นิยมทางอาหารตาม Food Court ซึ่งจะมีอยู่แทบทุกพื้นที่เลยทีเดียว ไปดังนั้นการไปเที่ยวหรือไปเรียนที่สิงคโปร์ อาหารการกินจึงเป็นเรื่องไม่ยากเลยสำหรับคนไทย

คมนาคม

การเดินทางในสิงคโปร์สะดวกสบายมาก เพราะมีเครือข่ายขนส่งมวลชนประสิทธิภาพสูง ทั้งแท็กซี่ รถบัส และรถไฟฟ้า MRT การเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งจะเป็นเรื่องที่สะดวกมาก รถบัสจะมีให้บริการอยู่ 2 บริษัทด้วยกัน คือ SBS Transit และ SMRT Buses ถ้าน้องๆ ต้องเดินทางบ่อยพี่ขอแนะนำให้ซื้อบัตรอีซี่ลิงค์ (Ez-link card) เพราะจะประหยัดค่ารถไปได้ อีกทั้งยังสามารถใช้ร่วมกันระหว่างรถบัสกับรถไฟฟ้า MRT ได้อีกด้วย

การใช้รถบัส โดยมีธรรมเนียมปฎิบัติในการขึ้นรถบัสของสิงคโปร์ คือจะขึ้นประตูหน้า และลงประตูหลังโดยรถธรรมดาจะมีอัตราค่าโดยสารเริ่มต้นที่ $0.80 ถึง $1.50 SGD ส่วนรถปรับอากาศ เริ่มต้นที่ $0.90 ถึง $1.80 SGD ข้อควรระวังการจ่ายค่ารถประจำทางจะไม่มีการทอนเงิน ดังนั้นผู้โดยสารต้องเตรียมให้พอดีกับค่าโดยสารที่ต้องจ่ายด้วย

City Information

ย่านสำคัญต่างๆ ในสิงคโปร์

สิงคโปร์เป็นเมืองเล็กๆ ที่แบ่งเขต จัดโซนตามวัฒนธรรมได้อย่างน่าสนใจ
และมีระเบียบเรียบร้อย การเชื่อมโยงจุดต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยมทำให้ทุกพื้นที่
เดินทางไปหากันได้อย่างสะดวก ทำให้ประเทศนี้น่าท่องเที่ยว และศึกษาต่อเป็นอย่างมาก

1

Merlion

2

Orchard

3

Singapore Flyer

4

Sentosa

5

Garden by the Bay

6

Little India

7

Kampong Glam

8

Jurong Bird Park

9

Changi Airport

Merlion

สวนสาธารณะแห่งนี้ตั้งอยู่ริมอ่าวมารีน่า ทางตอนใต้ของเกาะสิงคโปร์เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เพราะเป็นที่ตั้งของเมอร์ไลออน บริเวณนี้มีรูปปั้นสิงโตทะเลอยู่สองตัว เมอร์ไลออนตัวเล็กด้านหลังตัวใหญ่คือรูปปั้นชิ้นแรก ส่วนตัวยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวแวะเวียนมาชมไม่ขาดสาย สร้างขึ้นเป็นตัวที่ 2 สูงประมาณ 2 เมตร ยืนหันหน้าออกสู่อ่าวมารีน่า ซึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 เมอร์ไลออนตัวนี้ถูกฟ้าผ่าจนชิ้นส่วนบนหัวแตกร่วงลงพื้น ทางการสิงคโปร์ได้ทำการซ่อมแซมจนรูปปั้นกลับมาสวยงามดังเดิม โดยรูปปั้นสิงโตทะเลนี้เปรียบเสมือนสัญญาลักษณ์ของประเทศสิงคโปร์เลยก็ว่าได้

Orchard

ถนนสายเล็กๆ ที่ชื่อว่าออร์ชาร์ด เมื่อ 150 กว่าปีก่อน เป็นเพียงแค่ถนนที่เต็มไปด้วยสวนผลไม้ ต้นจันทน์เทศ และสวนพริกไทยเท่านั้น จวบจนทศวรรษ 1850 บนเขตพื้นที่ที่เรียบง่ายเหล่านี้ เริ่มเปลี่ยนแปลงไป เมื่อผู้คนย้ายเข้ามาอยู่ ศูนย์อาหารกลางแจ้ง ตลาดสด วัดวาอาราม เริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้น จนกระทั้งถึงปี ค.ศ. 1903 เริ่มมีร้านรวงต่าง ๆ ผุดขึ้นบนถนนออร์ชาร์ด พร้อมด้วยซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรกของสิงคโปร์ ที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้างเดอะในปัจจุบัน โดยห้างสรรพสินค้าแห่งแรกเปิดขึ้นโดยซี.เค. แทง (C. K. Tang) พ่อค้าชาวสิงคโปร์ในปี ค.ศ. 1958 หลังจากนั้นเขาขายกิจการไปในปี ค.ศ. 1982  จึงได้เกิด Tang Plaza ห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่ขึ้น ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมอีกด้วยมาแทนที่ ปัจจุบันถนนออร์ชาร์ดถือว่าเป็นถนนสายช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงที่สุดของเอเชียเลยก็ว่าได้ เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า Brand นำจากทั่วโลกภัตตาคาร และโรงแรม ห้างค้าปลีก สถานที่รับประทานอาหาร และแหล่งบันเทิงต่าง ๆ เพื่อช้อป ชิม และเพลิดเพลินในทุกรูปแบบ จนเรียกถนนที่มีระยะทาง 2.2 กิโลเมตร แห่งนี้ ว่าเป็นสวรรค์ของนักช้อปเลยที่เดียว

Singapore Flyer

สิงคโปร์ฟลายเออร์ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางอ่าวมารีน่า เบย์ เป็นสถานที่ที่ทุกคนที่ไปเยือนสิงคโปร์ห้ามพลาด เพราะสิงคโปร์ฟลายเออร์จะนำทุกคนขึ้นไปสูงจากพื้นดิน 165 เมตร หรือเท่า ๆ กับตึก 42 ชั้น และและด้วยมุมมองระยะนี้ จะทำให้มองเห็นวิวทิวทัศน์เบื้องล่างที่สวยงามน่าทึ่ง ทั้งในยามกลางวันและกลางคืน ภายในแคปซูลปรับอากาศที่มีทั้งหมด 28 แคปซูล จะพานักท่องเที่ยวเดินทางกลางเวหานาน 30 นาที ซึ่งจะมองเห็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญ และวิวทิวทัศน์อันงดงามตั้งแต่อ่าวมารีน่า เบย์ไปจนถึงแม่น้ำสิงคโปร์ อาทิ ราฟเฟิลส์ เพลซ (Raffles Place) เมอร์ไลออน พาร์ค (Merlion Park) เอ็มเพรสเพลส (Empress Place) และปาดัง (Padang)

Sentosa

เกาะเซนโตซ่าอยู่ทางใต้ของเกาะสิงคโปร์  เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4  ของประเทศ  ในอดีตเคยเป็นทั้งฐานทัพของอังกฤษและหมู่บ้านประมงของชาวบ้าน  แต่เมื่อปี  พ.ศ. 2515  รัฐบาลก็ตัดสินใจทุ่มงบประมาณเปลี่ยนแปลงเกาะนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ครบครัน มีทั้งโรงแรม สวนสนุก ชายหาด พิพิธภัณฑ์ทางทหาร สวนผีเสื้อและแมลง รวมไปถึงกาสิโน สวนน้ำ สวนสนุก หรือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ จึงรับรองได้ว่า Santosa จะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง สามารถไปเที่ยววันเดียวแบบไปกลับ หรือจะค้างคืนก็สะดวก เนื่องจากมีรีสอร์ทที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน มีชายหาดที่ยาวถึง 3.2 กม. เหมาะสำหรับการอาบแดดอีกด้วย โดยมีสถานที่ต่างๆ ที่สำคัญดังนี้
• Sentosa Merlion                               • Siloso Beach
• Palawan Beach                                 • Port of Lost Wonder
• Fort Siloso Skywalk                          • Wings of Time
• Palawan Kidz City                             • Faber Peak Singapore
• Sentosa Golf Club – Clubhouse

Garden by the Bay

สวนพฤกษชาติ การ์เด้นส์ บาย เดอะ เบย์อยู่ติดกับเขื่อนเก็บน้ำมาริน่า มีวิวริมน้ำที่งดงามจนต้องตะลึง เป็นแหล่งรวมพืชสวนที่ได้รับรางวัลมานับไม่ถ้วน ในพื้นที่ 101 เฮคเตอร์ที่เกิดจากการถมทะเล และประกอบด้วยพื้นที่สองส่วนหลัก คือ เบย์ เซาธ์ การ์เด้น และเบย์ อีสต์ การ์เด้น

เบย์ เซาธ์ การ์เด้น คือส่วนที่ใหญ่ที่สุด สวนแห่งนี้ได้แรงบันดาลใจจากกล้วยไม้ จึงได้รับการออกแบบให้ดูคล้ายดอกไม้ประจำชาติสิงคโปร์ นั่นคือ ดอกแวนด้าที่ชื่อ ‘มิส โจอาควิม’ (Miss Joaquim) โดยมี ซูเปอร์ทรีส์ ต้นไม้ยักษ์อยู่ที่นี่ สวนแนวตั้งที่มีรูปทรงเป็นต้นไม้เหล่านี้มีความสูงเท่าอาคาร 9 ถึง 16 ชั้น สามารถเดินบนทางเดินลอยฟ้าที่เชื่อมระหว่างซูเปอร์ทรีส์สองต้นเพื่อชมวิวสวนจากมุมสูง และในยามเย็น จะมีการแสดงแสง สี เสียง ที่การ์เด้น แรปโซดี (Garden Rhapsody) ท่ามกลางซูเปอร์ทรีส์อีกด้วย

เบย์ อีสต์ การ์เด้น คือสนามหญ้าเขียวชะอุ่ม อยู่ท่ามกลางต้นปาล์มจากเขตร้อนชื้น สามารถเดินลัดเลาะจากบริเวณทางเดินริมน้ำในยามเย็น ซึ่งจะเห็นเส้นขอบฟ้าสิงคโปร์ที่งดงาม

Little India

ลิตเติ้ลอินเดียย่านอารยธรรมที่ปัจจุบันนับว่าเป็นย่านที่มีสีสันมากที่สุดในสิงคโปร์ หากเดินไปตามถนนเซรังกูนและถนนใกล้เคียง จะพบการผสมผสานวัฒนธรรมที่เหลือเชื่อ ทั้ง วัดฮินดู วัดจีน มัสยิด และโบสถ์ต่างๆ อยู่รวมกันอย่างมีศิลปะ ทั้งยังเป็นแหล่งอาหารมังสวิรัตแบบอินเดียใต้ ธันดูร์ของอินเดียเหนือ และอาหารท้องถิ่น เช่น โรตีปราตา และเตะห์ ตาริก (ชาชักแบบมาเลย์) อีกทั้งเป็นย่านช้อปปิ้งด้วย ห้างสรรพสินค้ามุสตาฟา เซ็นเตอร์ (Mustafa Centre) ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง จำหน่ายสินค้าทุกชนิดตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค หรือเท็กกะ เซ็นเตอร์ (Tekka Centre) แหล่งช้อปปิ้งกลางแจ้ง ร้านทอง และร้านขายส่าหรีหลากหลายให้เลือกสรร จนไม่น่าเชื่อว่าครั้งหนึ่งลิตเติ้ลอินเดียเคยเป็นย่านสนามแข่งม้าสำหรับชาวยุโรป ที่มีแต่ฝูงวัว และเตาเผาอิฐในทศวรรษ 1840 เลย

Kampong Glam

กัมโปงกลาม นั้นที่จริงแล้วมาจากคำว่า กลาม (glam) ที่แปลว่า เสน่ห์อันงดงาม พื้นที่นี้เป็นการผสมผสานความหลากหลายทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยเข้าด้วยกัน เริ่มต้นที่มัสยิดสุลต่าน (Sultan Mosque) ที่เป็นสัญลักษณ์ และเดินเที่ยวไปตามถนนสายต่าง ๆ ในย่านนั้น

กัมโปงกลามมีต้นกำเนิดมาจากหมู่บ้านชาวประมงที่ปากแม่น้ำโรเชอร์ (Rochor) คำว่า “กัมปง”  ในภาษามาเลย์นั้น หมายถึง “หมู่บ้าน” และพื้นที่แถบนี้มีต้นกีลาม ขึ้นดกดื่น (หรือต้นเสม็ดขาว) ที่ปลูกกันมากที่นี่และใช้สำหรับการต่อเรือ จนในปี ค.ศ. 1822 ท่านเซอร์ สแตมฟอร์ด ราฟเฟิลส์ (Sir Stamford Raffles) ได้จัดสรรพื้นที่แถบนี้ให้แก่สุลต่าน ฮุสเซน โมฮัมเหม็ด ชาห์ (Sultan Hussain Mohammed Shah) ชาวมาเลย์ และคนอื่นๆ ในชุมชนชาวมุสลิม รวมทั้งพ่อค้าชาวอาหรับและบูกิสอยู่รวมกัน โดยทุกวันนี้ “Istana” หรือ พระราชวัง เป็นที่ตั้งของศูนย์มรดกมาเลย์ ที่ซึ่งคุณสามารถเรียนรู้ประวัติความเป็นมาและวัฒนธรรมมาเลย์ใด้ดีอย่างยิ่ง

Jurong Bird Park

สวนนกบนพื้นที่บริเวณกว้าง 20.2 เฮคเตอร์ แห่งนี้ ตั้งอยู่ทางตะวันตกของสิงคโปร์ เป็นสวนนกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยมีนกมากกว่า 5,000 ตัวจาก 400 สายพันธุ์ สามารถพบปะฝูงนกมากมายในช่วงให้อาหารประจำวัน แม้กระทั่งนกที่บินไวหาตัวจับยากอย่าง ไก่ต๊อกมีหงอน (crested guinea fowl) นกกิ้งโครงสีรุ้ง และนกทูราโค่ อีกทั้งยังมีส่วน วอเตอร์ฟอล อาเวียอารี่ (Waterfall Aviary) ซึ่งเป็นหนึ่งในกรงนกที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่สามารถเดินเข้าไปชมได้ ซึ่งที่นี่คือบ้านของนกกว่า 600 ตัวและมีน้ำตกสูง 30 เมตร

นอกจากนี้ ยังมีสถานที่ที่เป็นดาวเด่นอื่นๆ อีกรวมถึง กรงนกโนรีแบบวอล์คอินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งสูงกว่าตึก 9 ชั้น และนักท่องเที่ยวสามารถใกล้ชิดกับนกโนรีสีสันสวยงาม 15 สายพันธุ์ และเพนกวินโคสต์ที่น่าประทับใจและอีกหลากหลายสายพันธุ์ อย่างฟลามิงโก้เลก (Flamingo Lake) นับร้อย ๆ ตัว และใกล้ๆ กันยังมีเพลิแกนโคฟ (Pelican Cove) ที่มีนกกระทุงครบทุกสายพันธุ์

สวนนกแห่งนี้เป็นที่หาความรู้ และที่พักผ่อนของคนทุกเพศทุกวัย เพราะนอกจากชมนกหายากเหล่านี้แล้ว ยังมีการบินโชว์ของสัตว์โลกที่งามสง่า สาธิตการไล่ล่าอย่างดุเดือดของนกอินทรี นกเหยี่ยวฟัลคอน หรือนกเหยี่ยวฮอว์ก และอื่นๆ อีกมากมาย

Changi Airport

สนามบินหลักของสิงคโปร์ ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสนามบินที่ดีที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวที่เดินทางโดยเครื่องบินไม่จำเป็นต้องออกนอกเส้นทาง หากต้องการช้อปปิ้ง รับประทานอาหาร และเพลิดเพลินกับกิจกรรมบันเทิงที่อาคารผู้โดยสารทั้ง 3 แห่งของสนามบินนี้ เพราะที่นี่มีร้านค้าปลอดภาษีที่ดีเยี่ยมขายซึ่งจำหน่ายสินค้าทุกชนิด นับตั้งแต่เครื่องสำอางและสุรา ไปจนถึงนาฬิกาหรูหราและเครื่องประดับแฟชั่น นอกจากการช๊อปปิ้งแล้ว สนามบินแห่งนี้ยังให้บริการความบันเทิงรูปแบบอื่นๆ อย่างวิดีโอเกม จอทีวีขนาดใหญ่ และโรงภาพยนตร์สองแห่ง หากต้องการทำงาน มีบริการอินเทอร์เน็ตฟรีและเก้าอี้ที่นั่งสบายทั่วสนามบิน รวมถึงสวนผีเสื้อแห่งแรกของโลกในบริเวณสนามบินให้ผู้โดยสารได้ผ่อนคลาย และยังมีบริการนวดกดจุดฝ่าเท้าแบบตะวันออก แทบไม่น่าเชื่อว่าทั้งหมดนี้อยู่สนามบินชางฮีแห่งนี้

Education System

ระบบการศึกษาสิงคโปร์

สิงคโปร์กำหนดให้นักเรียนต้องอยู่ในระบบโรงเรียนอย่างน้อย 10 ปี
กล่าวคือ ระดับประถมศึกษา 6 ปี และระดับ มัธยมศึกษา 4 ปี
ส่วนการศึกษาระดับสูงหลังมัธยมมีทางเลือกตั้งแต่
โพลิเทคนิค จูเนียร์คอลเลจ และมหาวิทยาลัย

รัฐบาลได้ลงทุนทางการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เข้ารับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันตั้งแต่แรก โดยมี แผนการดำเนินงานที่เรียกว่า “Edusave Scheme” ซึ่งรัฐได้จัดสรรเงินทุนส่วนหนึ่งให้แก่เด็กทุกคนที่มีอายุ 6-16 ปี ไว้ในบัญชีเพื่อการศึกษา (Edusave Account) ของเด็กทุกคน เป็นเงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายทางการศึกษาในแต่ละปี เด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน แต่เสียค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพียงเล็กน้อย ส่วนนักเรียนระดับ มัธยมศึกษาและหลังมัธยมศึกษาต้องจ่ายค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ แต่ก็ยังถือว่าประหยัดมากหากได้เข้าเรียน ในโรงเรียนของรัฐบาล

ก่อนประถมศึกษา

แม้ว่าจะไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะให้นักเรียนเริ่มต้นที่ระดับนี้ก่อน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าโรงเรียน การศึกษาก่อนวัยเรียนมักจัดโดยสถาบันเอกชน แต่กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้กำหนด แนวทางและควบคุมอย่างใกล้ชิด มุ่งเน้นการเรียนรู้ใน 2 ภาษา คือ ภาษาอังกฤษ และภาษาแม่ (จีน / มาเลย์) ตลอดจนกิจกรรมด้านสุนทรียศาสตร์และพลานามัย

ประถมศึกษา

ประถมศึกษาตอนต้น (ป. 1- 4) มุ่งเน้นให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้ใน 2 ภาษา และคำนวณได้ เมื่อจบประถมต้น แล้วจะมีการอสบวัดผลด้วยข้อสอบมาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเข้าเรียนต่อในสายต่างๆ ของระดับ ประถมปลาย

ประถมศึกษาตอนปลาย (ป. 5-6) แบ่งเป็น 3 สาย คือ EM1 EM2 EM3 ซึ่งการเรียนการสอนของวิชาภาษาอังกฤษ และภาษาแม่ในแต่ละสายจะแตกต่างกัน เมื่อจบชั้น ป.6 แล้ว นักเรียนจะต้องผ่านการทดสอบระดับชาติ หรือ PSLE (Primary School Leaving Examination) เพื่อวัดระดับว่านักเรียนจะต้องเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษา ในหลักสูตรแบบใด

มัธยมศึกษา

โรงเรียนมัธยมในสิงคโปร์แบ่งออกเป็น 3 หลักสูตร ตามผลการสอบ PSLE

Special Course สำหรับนักเรียนที่สอบได้คะแนนดีเยี่ยม ใช้เวลาเรียน 4 ปี ในปีสุดท้ายนักเรียนจะต้องสอบ GCE ‘O’ (หรือ Singapore-Cambridge General Certificate of Education “Ordinary”)

Express Course สำหรับนักเรียนที่สอบได้คะแนนดี ใช้เวลาเรียน 4 ปี ปีสุดท้ายต้องสอบ GCE ‘O’ เช่นกัน

Normal Course สำหรับนักเรียนที่ได้คะแนนสอบปานกลาง ใช้เวลาเรียน 4-5 ปี แบ่งการเรียนเป็น Academic และ Technical เมื่อจบมัธยมศึกษาปีที่ 4 นักเรียนจะต้องสอบ GCE ‘N’ level (Singapore-Cambridge General Certificate of Education “Normal”) นักเรียนที่สอบได้คะแนนดีสามารถเรียนต่อในมัธยมศึกษาปีที่ 5 เพื่อสอบ GCE ‘O’ ต่อไป แต่สำหรับนักเรียนที่สอบได้คะแนนไม่ดี สามารถเลือกเรียนต่อในสายอาชีพได้

Junior College เป็นหลักสูตรมัธยมปลายที่เปิดเฉพาะนักเรียนที่มีผลคะแนน GCE ‘O’ ดี เป็นหลักสูตร 2 ปี ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย (Pre-university) ในปีสุดท้ายต้องสอบ GCE ‘A’ ให้ได้ จึงจะสามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยต่อไป

โพลิเทคนิค
สำหรับผู้ที่สนใจเรียนต่อทางสายอาชีพ ต้องสอบผ่าน GCE ‘O’ จากระดับมัธยมเช่นกัน จึงสามารถเข้าเรียนต่อในวิทยาลัยโพลิเทคนิค หลักสูตร 3 ปี ซึ่งมีสาขาวิชาให้เลือกเรียนมากมาย เช่น วิศวกรรม ธุรกิจ สื่อสารมวลชน ฯลฯ หลังจบการศึกษาสามารถทำงานได้เลย หรือเรียนต่อในมหาวิทยาลัยต่อไป

มหาวิทยาลัย
สิงคโปร์มีทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน โดยมีชื่อเสียงอยู่อันดับต้นๆ ของโลก และนอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยต่างชาติที่มีเปิดสาขาที่สิงคโปร์อีกด้วย และยังมีวิทยาลัยที่นำหลักสูตรปริญญาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจากอังกฤษ หรือออสเตรเลียมาเปิดสอนเพื่อเป็นทางเลือกให้นักเรียนในสิงคโปร์อีกทางหนึ่งด้วย

Secondary Education

การเรียนระดับมัธยมในสิงคโปร์

หลักสูตรการเรียนการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาในสิงคโปร์ได้รับการยอมรับในระดับโลกว่า ทำให้นักเรียนมีความสามารถในการวิเคราะห์และมีความคิด สร้างสรรค์ โดยแบ่งออกเป็น 4 ชั้นปี

Lower Secondary
คือการเรียนระดับ Sec 1 และ Sec 2
Upper Secondary
คือการเรียนระดับ Sec 3 และ Sec 4

ซึ่งการเรียนจะประกอบไปด้วย วิชาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และภาษาแม่ (จีน มาเลย์ หรือทมิฬ)ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นักเรียนสามารถเลือกได้ว่าจะเรียนทาง สายศิลป์ วิทยาศาสตร์ ธุรกิจการค้าหรือสายวิชาชีพ หากต้องการเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลสิงคโปร์นักเรียนจะต้องสอบ AEIS ซึ่งเป็นข้อสอบกลางของกระทรวงศึกษาธิการจัดสอบขึ้นเท่านั้น หรือสามารถสอบตรงเข้าโรงเรียนมัธยมเอกชนแต่ละที่ก็ได้ โดยสามารถสอบเข้าเรียน Sec 1, Sec 2 และ Sec 3 เท่านั้น

1

AEIS

2

S-AEIS

3

O-level

4

A level

5

Polytechnic

6

University

7

PEIs

8

International School

AEIS

Admissions Exercise for International Student

การสอบวัดระดับสำหรับนักนักเรียนต่างชาติ ที่จะเข้าเรียนต่อโรงเรียนในระดับประถมศึกษา และมัธยมต้นที่สิงค์โปร์ จะเปิดรับสมัครช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี โดยจะจัดการสอบปีละครั้ง ในช่วงเดือนกันยายนหรือตุลาคม ซึ่งนักเรียนต้องเรียนอยู่ในช่วง ป.1 – 5 หรือ อายุ 5 – 7 ปี และ ช่วง ม.1-3 หรือ อายุ 12 – 16 ปี นักเรียนที่จะเรียนต่อมัธยมต้นโรงเรียนรัฐบาลจะต้องสอบให้ผ่าน โดยทางรัฐบาลสิงคโปร์จะดูผลคะแนน และทำการคัดเลือกโรงเรียนที่เหมาะสมให้แก่นักเรียน โดยข้อสอบนั้นจะมีเนื้อหาครอบคลุมถึงบทเรียนในแต่ละระดับ ที่นักเรียนเคยเรียนผ่านมาก่อนแล้ว เช่น นักเรียนเรียนจบ ป.6 ข้อสอบจะรวมเนื้อหาตั้งแต่ ป.1 – ป.6 ของประเทศสิงคโปร์ ในการสมัครสอบ AEIS นักเรียนสามารถสมัครออนไลน์ ที่เว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ โดยจะมีค่าสมัครสอบ SG $672

หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
https://www.moe.gov.sg/admissions/international-students

คุณสมบัติของผู้สมัครสอบ AEIS
School LevelAgeQualifications
Secondary 112 – 14+Year 6 or Equivalent
Secondary 213 – 15+Year 7 or Equivalent
Secondary 314 – 16+Year 8 or Equivalent
S-AEIS

Supplementary Admission Exercise for International Students

การสอบครั้งที่สองสำหรับการเข้าเรียนมัธยม ซึ่งจะเป็นการสอบหลังจากที่นักเรียนทราบผลการสอบ AEIS รอบแรกไม่ผ่าน โดย S-AEIS จะเปิดให้ลงทะเบียนในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งในแง่ของข้อสอบแล้ว S-AEIS ไม่แตกต่างจากตัว AEIS เลย คือมีการสอบวิชาเลข และภาษาอังกฤษเหมือนกัน แต่จะมีเงื่อนไขแตกต่างจากการสอบ AEIS คือ ไม่ได้เปิดรับสมัครสำหรับทุกระดับชั้น ในขณะที่ AEIS เปิดสอบตั้งแต่ Primary 2  – Secondary 3

หากนักเรียนสามารถสอบผ่าน S-AEIS ได้ จะต้องเข้าเรียนมัธยมรัฐบาลในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งจะเป็นช่วงเทอมที่ 2 ของโรงเรียนมัธยมรัฐบาลสิงคโปร์ และนักเรียนจะต้องทบทวนบทเรียนด้วยตัวเอง เพื่อให้ทันเนื้อหาของเทอมที่ 1 อีก

นอกจากนี้ เนื่องจาก S-AEIS เป็นเหมือนการสอบเข้ารอบสอง ดังนั้นที่ว่างในโรงเรียนจึงอาจมีน้อยลง โดยพิจารณาจากจำนวนนักเรียนที่โรงเรียนสามารถรับได้เพิ่มเติมหลังจากรับเด็กจากการสอบ AEIS ที่ผ่านมาแล้วนั่นเอง

เอกสารที่ใช้ในการสมัครสอบ AEIS / S-AEIS

1. ใบสูติบัตรของนักเรียน
2. หน้าหนังสือเดินทางของนักเรียน (Passport)
3. Student pass / dependent pass (ถ้ามี) *กรณีที่เคยมีวีซ่านักเรียนสิงคโปร์มาก่อน*
4. หน้าหนังสือเดินทางของผู้ปกครอง (Passport)
5. เอกสารวีซ่าสิงคโปร์ Singapore permits (ถ้ามี)

เอกสารทุกฉบับจำเป็นต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษพร้อมรับรองสำเนา และแนบสำเนาเอกสารภาษาไทย ต้นฉบับ โดยต้องส่งไปที่ศูนย์สอบหลังจากดำเนินการสมัครแล้วภายใน 1 สัปดาห์ หากเอกสารไม่ครบทางศูนย์สอบจะไม่พิจารณาใบสมัคร

O-level

Admissions Exercise for International Student

เดิมทีเป็นหลักสูตรที่มาจากประเทศอังกฤษ อยู่ภายใต้การดูแลของ Pearson ซึ่งหลักสูตรนี้ ในแต่ละประเทศก็จะเรียกแตกต่างกัน เช่น มาเลเซีย ก็จะเป็น STPM, สิงคโปร์ ก็จะเป็น GCE O level ซึ่งเทียบเท่ากับ GCSE ในระบบ Cambridge นั้นเอง แต่ GEC O level เป็นที่ยอมรับจากสถาบันในประเทศสิงคโปร์มากกว่าอีกด้วย โดยปกตินักเรียนที่เรียนจบ Sec 4 ที่สิงคโปร์แล้ว ก็จะต้องสอบ GCE O level นี้ เพื่อใช้คะแนนสอบที่ดีที่สุด 6 วิชา ยื่นเข้าเรียน Junior College หรือโพลีเทคนิคของสิงคโปร์ต่อไป

O-level ได้มีการรับรองคุณภาพจาก 3 สถาบัน ดังนี้

  1. Cambridge International Examinations,
  2. Edexcel and American Council for Higher Education.
  3. CIE (Cambridge International Examinations)

คุณสมบัติของผู้สอบ

  • วุฒิการศึกษา : สำหรับประเทศไทย ต้องมีวุฒิเทียบเท่า ม.5, สำหรับสิงคโปร์ ต้องจบ Sec 4
  • อายุผู้สมัครสอบ : 16 ปีขึ้นไปในปีที่ลงทะเบียนสอบ

กำหนดการสอบ : ช่วงเดือน ตุลาคม และพฤศจิกายนของทุกปี

สำหรับนักเรียนที่ได้ผ่านการทดสอบ O Level  สามารถใช้คะแนนสอบที่ได้สมัครเข้าเรียนต่อในสถาบันการศึกษาได้ดังต่อไปนี้

  • Junior College
  • Pre-University
  • Polytechnic
  • มหาวิทยาลัยเอกชน

ระบบการคิดคะแนนของประเทศสิงคโปร์

Singapore’s Grading System

ระบบเกรดของสิงคโปร์ เกรดน้อยหมายความว่านักเรียนสอบได้คะแนนสูง หากนักเรียนได้คะแนนมากกว่าร้อยละ 75 ขึ้นไป จะได้เกรดดีมาก นั่นคือ A1  หากได้คะแนนร้อยละ 70-74 จะได้เกรด A2  ตามตาราง ซึ่งตัวเลขข้างหลังเกรดต่างๆ คือจำนวนคะแนนที่นักเรียนได้ (ยกตัวอย่างเช่น นักเรียนที่ได้คะแนน 25 คะแนน ถือว่ามีเกรดดีกว่านักเรียนที่ได้คะแนน 30)

GradeGrade PercentageGrade Description
A175 % and aboveDistinction
A270 % to 74%Distinction
B365 % to 69 %Merit
B460 % to 64 %Merit
C555 % to 59 %Credit
C650 % to 54 %Credit
D745 % to 49 % Sub-Pass/Fail
D840 % to 44 %Fail
E9Below 40 %Fail
Junior College

เตรียมอุดมศึกษา Pre- University

การคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียน Junior College ต้องใช้คะแนน O level เท่านั้น

โดยการยื่นคะแนนเข้า Junior College นักเรียนจะต้องมีผลรวม L1 R5  รวมกันไม่เกิน 20 คะแนน

L1 R5 คือ  วิชาภาษาแบบ First Language  1 ตัว (L1) ซึ่งมักจะเป็นวิชาภาษาอังกฤษ และ Relevant subjects หรือวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีก 5 ตัว (R5) รวมทั้งสิ้นใช้คะแนนยื่นจาก 6 วิชา โดยให้ผลรวมของตัวเลขเกรด รวมกันแล้วไม่เกิน 20 คะแนน  อย่างเช่น นักเรียนได้แนน จาก  L1 R5 ดังนี้ A1,B3,B4,A2, C5,B3 ผลรวมของตัวเลขเกรดคือ 1+3+4+2+5+3 = 18 คะแนน สรุปผลคือนักเรียนคนนี้สามารถยื่นเข้า เรียน Junior College ได้ เพราะคะแนนรวมไม่เกิน 20 จะเห็นได้ว่ายิ่งตัวเลขคะแนนยิ่งน้อยแสดงว่ามีผลการเรียนที่ดี

อย่างไรก็ตามในการเลือกสอบ R5 นี้ ไม่ใช่ว่านักเรียนจะเลือกสุ่มเอาตามใจได้   เพราะตามเกณฑ์วิชาที่สอบต้องประกอบไปด้วย  Math 1 ตัว  Science  1 ตัว และ Humanities 1 ตัว  และควรจะมีความสัมพันธ์กับวิชาที่นักเรียนจะเรียนต่อเรียนต่อในระดับ Junior College เพื่อไปเข้ามหาวิทยาลัยในสาขาที่ต้องการในอนาคตด้วย

A-Level

General Certificate of Education (GCE)
Advanced Level

A Level ย่อมาจาก General Certificate of Education (GCE) Advanced Level เป็นหลักสูตรการเรียนการสอนที่ใช้ในระบบการศึกษาของประเทศอังกฤษ หลักสูตรนี้จัดทำขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนที่กำลังจะเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี สำหรับหลักสูตรหลักสูตร A-Level เป็นหลักสูตรที่ใช้ระยะเวลาเรียน 2 ปี มีวิชาให้เลือกเรียนหลายวิชา แต่นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ 5 วิชา เพื่อให้เด็กเจาะลึกให้เชียวชาญในวิชานั้นๆ ซึ่งวิชาที่เกี่ยวข้องสำหรับการใช้เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย แต่วิชาหลักที่ต้องเรียนจะมี 2 วิชาคือ คณิตศาสตร์, ภาษาอังกฤษ และนอกเหนือจากนั้นนักเรียนสามารถเลือกตามความต้องการของตนเองได้

ในปีแรกของ A level นั้นจะเรียกว่า AS level หรือ Advanced Subsidiary Level ซึ่งนักเรียนสามารถสอบเพื่อขอวุฒิ AS เพื่อนำวุฒินี้ไปสมัครเรียนต่อในระดับ Polytechnic หรือมหาวิทยาลัยเอกชนได้ และเมื่อเรียนจบในปีที่ 2 นักเรียนจะต้องสอบ A level เพื่อนำคะแนนไปยื่นเข้ามหาวิทยาลัยต่อไปทั้งในประเทศสิงคโปร์ และต่างประเทศ

โดยประเทศที่รองรับหลักสูตร AS และ A-Level ได้แก่ United Kingdom, Nepal, Pakistan, Brunei, Malaysia, Mauritius, Singapore, Sri Lanka, India, Hong Kong และอื่นๆ อีกมากมาย

Preparatory Course

สถาบันที่สอนหลักสูตรติวสอบ
AEIS / S-AEIS / O-level / A-level

สำหรับนักเรียนไทยที่มีเป้าหมายในการเข้าเรียนมัธยมรัฐบาลสิงคโปร์ สามารถเข้าเรียนติวกับทางโรงเรียนติวได้ตั้งแต่จบชั้นประถม และใช้เวลาเรียนติวประมาณ 5 เดือน ถึง 1 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมในการสอบ AEIS หรือสำหรับนักเรียนที่จะสอบ O level ก็สามารถเข้าเรียนซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปีในการเตรียมตัวสอบ O level ส่วน A level นั้นก็เช่นกัน ปีครึ่ง สำหรับการเตรียมตัว โดยจะมีสถาบันที่เตรียมความพร้อมเรื่องการสอบหลายแห่งตามนี้

 
International School

โรงเรียนนานาชาติในสิงคโปร์

นอกจากโรงเรียนของรัฐบาล ทางเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กันอีกทางหนึ่งก็คือ International School หรือโรงเรียนนานาชาติในสิงคโปร์ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ศึกษาหาความรู้ทั้งในหลักสูตรสิงคโปร์ และหลักสูตรจากต่างประเทศ อาทิเช่น หลักสูตร Cambridge ของประเทศอังกฤษ หรือหลักสูตร IB Diploma ที่นิยมกันทั่วโลก หรือ HSC ของออสเตรเลีย ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้ได้จดทะเบียนถูกต้องกับกระทรวงศึกษาธิการของประเทศสิงคโปร์ และมีการวางแนวทางหลักสูตรการศึกษาเพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ โดยปกติโรงเรียนนานาชาติที่เข้ามาเปิดในสิงคโปร์จะมีทั้งนักเรียนจากนานาประเทศ และโดยส่วนใหญ่จะเป็นบุตรหลานชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยอยู่ในสิงคโปร์เป็นการชั่วคราว เพื่อทำงาน ซึ่งเมื่อสำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยมแล้ว ก็สามารถกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยในประเทศบ้านเกิดได้ หรือต่างประเทศก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้การเปิดเรียนและการจัดสอบก็แตกต่างกันขึ้นอยู่กับหลักสูตรของแต่ละโรงเรียนนั้นเอง

โรงเรียนเอกชนที่เราแนะนำมีดังนี้

Higher Education

การเรียนระดับอุดมศึกษา

ถึงแม้ว่าสิงคโปร์แม้จะเป็นประเทศเล็กๆ แต่ก็มีทางเลือกมาหมายให้นักเรียนได้เลือกเรียนหลังจากจบมัธยมในหลายๆ ทาง ไม่ว่าจะเป็นโพลีเทคนิค  มหาวิทยาลัยของรัฐบาล หรือมหาวิทยาลัยเอกชน และวิทยาลัยต่างๆ โดยมีกระบวนการสมัครเข้าเรียนก็แตกต่างกันออกไป แต่สามารถตอบสนองความต้องการของนักเรียนที่ทีความถนัดแตกต่างกันได้ทุกระดับทุกสาขาเลยทีเดียว
  • Polytechnic

    สามารถใช้เพียงวุฒิ O Level ในการเข้าเรียน โดยเรียน 3 ปี ก็จะได้วุฒิ Diploma และสามารถออกไปทำงาน หรือเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยต่อไปได้ในอนาคต

  • Singapore University

    นักเรียนที่ต้องการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐบาลนั้นจะต้องเรียน Junior College หรือ จบวุฒิ A level มา จึงสามารถสมัครเข้าเรียนได้ ใช้เวลาเรียนส่วนใหญ่ 4 ปี ขึ้นอยู่กับแต่ละสาขา ซึ่งมหาวิทยาลัยของสิงคโปร์นับว่ามีคุณภาพเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

  • PEIs

    PRIVATE EDUCATION INSTITUTIONS IN SINGAPORE
    สถาบันการศึกษาเอกชนในสิงคโปร์ มีอยู่หลายๆ แห่ง เป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่ง เพราะนักเรียนสามารถใช้วุฒิ O level หรือ วุฒิ มัธยม 5 ในการสมัครเข้าเรียน โดยเรียนสามารถ Foundation 3 เดือน – 1 ปี แล้วเข้าเรียนระดับปริญญาตรีเพียง 2-3 ปีเท่านั้น

Polytechnic

สิงคโปร์มีโพลีเทคนิค 5 สถาบันด้วยกัน

โพลีเทคนิคของสิงคโปร์เป็นที่นิยมสำหรับคนสิงคโปร์เองเป็นอย่างมาก เนื่องจากได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภายในสิงคโปร์เองแล้วความยากในการเข้าเรียนก็จะน้อยกว่า Junior College ซึ่งจะต้องใช้คะแนน O Level ในการสมัครเข้า

การเรียนในโพลีเทคนิคจะใช้เวลา 3 ปี และวุฒิการศึกษาที่จบมาก็คือ Diploma ซึ่งหลังจากที่จบออกมาก็สามารถทำงานได้เลยทั้งในและนอกสิงคโปร์

University

มหาวิทยาลัยของรัฐบาลในสิงคโปร์มี 6 แห่ง

  1. National University of Singapore (NUS)
  2. Nanyang Technological University (NTU)
  3. Singapore Management University (SMU)
  4. Singapore University of Technology and Design (SUTD)
  5. Singapore Institute of Technology (SIT)
  6. The Singapore University of Social Sciences (SUSS)

มหาวิทยาลัยทั้ง 6 แห่งนี้ได้ผลิตนักศึกษาปริญญาที่มีคุณภาพ และเป็นที่ยอมรับมากมายจากทั่วโลกในหลากหลายสาขาวิชา ซึ่งการจะสอบเข้าต้องใช้คะแนน A level เท่านั้นในการยื่นสมัคร ทั้งนี้ NUS ได้รับการจัดอันดับให้เป็น TOP 15 และ NTU ได้รับการจัดอันดับให้เป็น TOP 11 ของโลก QS World University Rankings ปี 2017 ด้วย

 
PEIs

Private Education Institutions (PEIs) in Singapore

เนื่องจากการศึกษาเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาบุคลาการในสิงคโปร์ แต่ว่ามีสถาบันการศึกษาของรัฐบาลมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากรในประเทศ ทำให้เกิดการร่วมทุนระหว่างหน่วยงานเอกชนของสิงคโปร์กับมหาวิทยาลัยต่างชาติมากมาย ทั้งจากอังกฤษ ออสเตรเลีย อเมริกา จัดตั้งเป็นสถาบันการศึกษา อย่างเช่น PSB หรือ Kaplan หรือแม้แต่เป็นการเข้ามาเปิดสาขาในสิงคโปร์ของมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศ อย่างเช่น James Cook University, Singapore เพื่อตอบสนองความต้องการของนักเรียน และเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนมีตัวเลือกเรียนระดับปริญญาในสิงคโปร์ได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น

สถาบันเหล่านั้นได้จัดโปรแกรมสอนในระดับประกาศนียบัตร, ปริญญาตรีหลักสูตรเร่งรัด ไปจนถึงระดับปริญญาโทในสาขาต่างๆ มากมาย และนำหลักสูตรจากมหาวิทยาลัยชั้นนำมาสอนในสิงคโปร์ แต่มีข้อดีหลายๆ อย่าง อาทิ ค่าเรียนถูกกว่า ใช้เวลาเรียนสั้นกว่าทำให้จบได้เร็วขึ้น เช่นสามารถเรียนจบปริญญาตรีได้ภายใน 2-3 ปี หรือปริญญาโท แค่ 1 ปี เท่านั้น และได้รับปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยเจ้าของหลักสูตร เหมือนกับเรียนในจากมหาวิทยาลัยเจ้าของหลักสูตรโดยตรง และยังสามารถเทียบโอนหน่วยกิจไปเรียนในแคมปัสต่างๆ ตามที่มหาวิทยาลัยเจ้าของหลักสูตรนั้นๆ บริหารงานอยู่ได้อีกด้วย

สถาบันที่เราแนะนำมีดังนี้

PSB ACADEMY

หนึ่งในสถาบันการศึกษาเอกชน และฝึกอบรมที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2507 โดยเปิดสอนตั้งแต่ระดับ Diploma จนถึง Master Degree ในสาขาต่างๆ เช่น English, Business Administration, Information Technology, Hospitality Management, Travel & Tourism เป็นต้น

Kaplan Higher Education
Academy Singapore

เปิดสอนหลักสูตรภาษาอังกฤษ Foundation Diploma ปริญญาตรี และ ปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศอังกฤษ ไอร์แลนด์และออสเตรเลีย เปิดสอนวิชาในสาขาต่างๆ เช่น การบัญชี การเงิน ธุรกิจ การจัดการ สื่อสารมวลชน การท่องเที่ยว และภาษาอังกฤษ

SSTC School For Further Education

ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวก มีความเชี่ยวชาญด้านการเตรียมความพร้อมนักเรียนเพื่อเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนรัฐบาลทั้งในระดับประถมศึกษา และ มัธยมศึกษา พร้อมทั้งคอร์สพัฒนาศักยภาพทางภาษาอังกฤษและภาษาจีนโดยอาจารย์เจ้าของภาษา

James Cook University

มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศออสเตรเลีย เป็น 1 ใน 15 มหาวิทยาลัยของออสเตรเลียที่ติดอันดับใน The world ranking โดยมี 1 แคมปัสในสิงคโปร์ และ 2 แคมปัสในออสเตรเลีย ซึ่งตั้งอยู่ใน Townsville และ Cairns

English Course

หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษาต่างชาติ

เรียนภาษาอังกฤษที่สิงคโปร์ ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีในหลายประการ เพราะเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักมาตรฐานในการสอนสูง และยังสามารถเรียนภาษาจีนควบคู่กันไปได้อีกด้วย มีความปลอดภัยสูง อยู่ใกล้ประเทศไทย เดินทางสะดวก นักเรียนไม่ต้องปรับมากทั้งอาหารการกิน การใช้ชีวิต